วินาทีที่ เชส ฟาเบรกาส ซัดลูกโทษไปชนเสา เกิดภาพของผู้คนเอามือกุมหัว
แต่อีกไม่กี่อึดใจต่อมา มือเหล่านั้นชูขึ้นบนฟ้า พร้อมเปล่งเสียงแห่งความยินดีดังลั่น
นี่อาจเป็นความรู้สึกอันคุ้นเคยตลอดช่วง 4 ปีหลัง สำหรับสาวกลา โรฆา ในการติดตามทีมรัก กระนั้นในครั้งนี้ มันเป็นการประกาศถึงการกลับคืนบัลลังก์อีกครั้งของทีมแชมป์
ตลอดระยะเวลา 4 ปีหลัง ทีมชาติสเปน ไม่เคยตกจากตำแหน่งของตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขากำลังก้าวขึ้นไปเทียบเท่าความยอดเยี่ยมของเยอรมัน ที่เคยสร้างความยิ่งใหญ่ในช่วงปี 1972-1974 ไม่ว่าผลการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่เคียฟ ระหว่างพวกเขากับอิตาลีหรือเยอรมัน จะจบลงเช่นไร
ในเกมที่เต็มไปด้วยความกดดัน เมื่อต้องเจอคู่แข่งบ้านใกล้เรื่อนเคียง ในเกมดาร์บี้แมตช์แห่งคาบสมุทรอิเบเรีย
เป็นอีกครั้งที่ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ เป็นฝ่ายชนะ แม้เขาตกเป็นเหยื่อแห่งเสียงวิจารณ์ถึงรูปแบบการเล่นที่บางคนบอกว่าน่าเบื่อ แต่มันคงไม่สำคัญ หากที่สุดมันกลายเป็นความสำเร็จ
การพลาดจุดโทษของ ชาบี อลอนโซ่ ถือเป็นการออกสตาร์ตที่ไม่สู้ดีนัก
ทว่า อีเกร์ กาซียาส พาทีมกลับมาอยู่ในสถานการณ์ปกติหลังป้องกันการยิงของ เจา มูตินโญ่ จากนั้นทั้ง อันเดรส อิเนียสต้า และ เคราร์ด ปิเก้ ต่างทำหน้าที่ของตัวเองแบบไม่มีบกพร่อง
กระทั่งถึงคิวของ เซร์คิโอ รามอส
ภาพการยิงจุดโทษในรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับบาเยิร์น มิวนิค ผุดขึ้นมาในหัวแฟนบอลกระทิงดุทุกคน ทว่าปราการหลังจากเรอัล มาดริด สลัดสิ่งนั้นทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว ยิ่งกว่านั้นมันเป็นการยิงแบบมีชั้นเชิงเกินกว่าใครคาดถึง
จะว่าไปแล้วหนึ่งจุดที่สร้างความแตกต่างระหว่างการดวลเป้า คือความสับสนในทีมโปรตุเกส
ไม่ว่า เปาโล เบนโต้ จะวางแผนให้ บรูโน่ อัลเวส ยิงเป็นคนที่ 3 หรือคนที่ 4 ของทีม การแย่งยิงลูกโทษของหลุยส์ นานี่ เหมือนเป็นการโยนความกดดันให้กับปราการหลังเพื่อนร่วมทีมอย่างไม่ต้องสงสัย
แล้วผลคือ บรูโน่ อัลเวส ยิงไปชนคาน กลายเป็นภาพย้อนเหมือนตอนสเปนดวลจุดโทษกับอิตาลี ในรอบก่อนรองชนะเลิศยูโร 2008
สุดท้ายลูกยิงของฟาเบรกาส คือการประกาศให้โลกลูกหนังรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลสเปน อันคู่ควรเหมาะสมกับความสำเร็จอันมีจุดเริ่มต้นจากเวียนนา มาถึงเคียฟ โดยมีแอฟริกาใต้คั่นกลาง
อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้ไปยังเคียฟ ทีมกระทิงดุเจองานอันหนักหนาตลอดทั้งเกม
เดล บอสเก้ เลือกเปลี่ยนแปลงทีมในตำแหน่งกองหน้า เป็น อัลบาโร่ เนเกรโด้ ที่ได้รับโอกาส ไม่ใช่ เฟร์นานโด ตอร์เรส ด้วยเหตุผลที่ดาวยิงเซบีย่า สามาถชนและปะทะกับ 2 กองหลังจอมโหดของโปรตุเกส ทั้งเปเป้ และบรูโน่ อัลเวส
เกิดคำถามว่าแล้วทำไมไม่เลือกใช้งาน เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ที่น่าจะแกร่งกว่า
สุดท้ายตลอดระยะเวลาในสนาม เมื่อเนเกรโด้ไม่อาจหาจังหวะลุ้นยิงประตูได้สักครั้ง เดล บอสเก้ เลือกใช้แผนบี ตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง ด้วยการส่งฟาเบรกาสมาช่วยเก็บบอลในแดนหน้า
ที่จริงแล้วรูปแบบของเกมอาจเปลี่ยนแปลงไป หาก 2 โอกาสของทั้ง อัลบาโร่ อาร์เบลัว และ อันเดรส อิเนียสต้า ในครึ่งแรกกลายเป็นประตู
นี่คือเกมที่ดีสุดของอาร์เบลัว ในทัวร์นาเมนต์นี้ เมื่อเขาต้องทำหน้าที่ประกบติด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพื่อนร่วมทีมในระดับสโมสร ซึ่งตลอดทั้งเกมสตาร์โปรตุกีส ไม่อาจยิงตรงกรอบเลยสักครั้ง
อีกฝั่งหนึ่งอย่าง จอร์ดี้ อัลบา ก็สามารถเล่นงานความเร็วของนานี่ ได้อย่างอยู่หมัด
เหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้งานของทั้งอาร์เบลัวและอัลบาง่ายมากขึ้น เป็นเพราะ 2 กองกลางอย่าง ชาบี อลอนโซ่ และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ช่วยกันกรอบคู่แข่งก่อนชั้นหนึ่ง กระนั้นมันมีผลกระทบต่อการครองบอล
ในเมื่อทั้งอลอนโซ่และบุสเก็ตส์ ต้องเล่นเกมรับมากกว่านัดอื่นๆ
ภาระหน้าที่ในการเคลื่อนเกมจึงตกอยู่กับ ชาบี เอร์นานเดซ มากยิ่งขึ้น บวกกับการประสานงานจากอิเนียสต้า และ ดาบิด ซิลบา
กลับไม่ใช่งานง่ายดายเหมือนเคยๆ ซึ่งต้องชมการวางแผนของ เปาโล เบนโต้ ที่สั่งให้ลูกทีมเน้นการเข้าประกบเร็วตั้งแต่แดนหน้า ไล่มายังแดนกลาง จนแชมป์เก่าไม่สามารถเล่นในรูปแบบที่ถนัด
กระนั้นการเล่นในแบบแผนเช่นนี้ของโปรตุเกส มีความเสี่ยง
นี่คือเกมรอบน็อกเอาต์ที่ต้องมีผู้ชนะ ไม่ว่าจากทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่เกมในรอบแบ่งกลุ่มที่ทุกอย่างจะจบลงในช่วง 90 นาที แล้วทีมฝอยทองสามารถพอใจกับผลเสมอได้
ในเมื่อโปรตุเกส ทุ่มแรงพลังการบดบี้ตลอด 90 นาที เพื่อต่อกรกับทีมที่ครองบอลดีที่สุดในโลก และใช้บอลเคลื่อนที่มากกว่าผู้เล่น
จึงกลายเป็นที่มาว่าทำไม เมื่อเข้าถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ทุกอย่างกลับมาอยู่ในกำมือของสเปนอีกครั้ง ด้วยการเป็นฝ่ายครองเกม และหาช่องเข้าทำประตูเพียงฝั่งเดียว
ต้องชมการปรับหมากของ เดล บอสเก้ ในเมื่อเห็นจุดอ่อนในช่วงเวลาที่นักเตะคู่แข่งเริ่มอ่อนแรง
เขาส่งผู้เล่นที่มีความเร็วลงมาปั่นป่วน ทั้ง เปโดร โรดริเกซ ทางฝั่งซ้าย และ เฆซุส นาบาส ทางฝั่งขวา พร้อมกันนั้นขยับให้อิเนียสต้ากับฟาเบรกาส เติมขึ้นไปเป็นคู่กองหน้าอย่างเต็มตัว เพื่อสร้างความกังวลใจให้ทั้งเปเป้ และ บรูโน่ อัลเวส ซึ่งตอนนั้นต่างรับใบเหลืองแรกไปแล้ว
แม้ในท้ายที่สุด แผนของ เดล บอสเก้ ไม่อาจช่วยทีมยิงประตู และเอาชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที
แต่การผ่านเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศด้วยการเอาชนะจุดโทษ มันเป็นการก้าวไปสู่จุดหมายได้เช่นกัน และบ่งบอกว่านี่แหละคือโลกของฟุตบอล ไม่มีอะไรสามารถกะเก็งได้ล่วงหน้า
''เอล นินโญ่''
.........................
ตำนาน
เยอรมัน เคยสร้างช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่เอาไว้ระหว่างปี 1972-1976
เริ่มต้นจากการคว้าแชมป์ยูโร 1972 ด้วยการชนะสหภาพโซเวียต (ซึ่งเป็นแชมป์ และรองแชมป์ยุโรปในปี 1960 และ 1964) ต่อด้วยครองแชมป์โลกในปี 1974 จากการสยบฮอลแลนด์ ของ โยฮัน ครัฟฟ์
กระนั้นในยูโร 1976 ทีมอินทรีเหล็กต้องปราชัยในนัดชิงชนะเลิศต่อเชโกสโลวาเกีย
นัดนั้นต้องตัดสินด้วยการดวลลูกโทษ ซึ่งหลายคนยังคงติดตากับการยิงลูกโทษประวัติศาสตร์ของ อันโตนิน ปาเนนก้า ซึ่งกลายเป็นผู้ตัดสินแชมป์ยุโรปครั้งนั้นไปในบั้นปลาย
แม้จะพลาดแชมป์รายการเมเจอร์ที่ 3 ติดต่อกัน แต่เยอรมันยังคงได้รับคำสรรเสริญ
นักเตะอย่าง ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์, เซปป์ ไมเออร์ และ แกร์ด มุลเลอร์ กลายเป็นตำนานแห่งลูกหนังจวบจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการเป็นฟันเฟืองสำคัญในความสำเร็จ
แต่กับสเปน ที่กำลังมีลุ้นแชมป์เมเจอร์ที่ 3 ติดต่อกัน ถึงตอนนี้กลุ่มนักเตะทุกคนในทีมกลายเป็นตำนานไปเรียบร้อยแล้ว

