หลังจากภารกิจติดตามทีมในกลุ่มเอ จบสิ้นลง เพราะว่าชาติต่างๆ ที่รวมอยู่กลุ่มนี้พากันร่วงตกรอบไปแล้ว เลยได้รับคำสั่งให้มาตามความเคลื่อนไหวของทัพฝอยทองมาฝากกันแทน
จำได้ว่าเคยให้สัมภาษณ์กับทางสยามกีฬา ทีวี ในช่วงก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ไปว่า โปรตุเกส จะเป็นม้ามืดคว้าแชมป์ยูโร 2012 หากว่าผ่านรอบแบ่งกลุ่มใน ''กรุ๊ปออฟเดธ'' ที่มีเพื่อนร่วมสายอย่าง เยอรมัน, ฮอลแลนด์ และ เดนมาร์ก มาได้
สุดท้ายคริสเตียโน่ โรนัลโด้ & โค ทำสำเร็จจริงๆ...
ใครจะไปคิดล่ะครับว่าทัพฝอยทองจะกล้าๆ สอย ฮอลแลนด์ 2-1 ในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม แล้วพาตัวเองแทรกเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยการเป็นอันดับสองของกลุ่ม บี ตามหลัง เยอรมัน พร้อมกับเขี่ยทีมกังหัน รองแชมป์โลกทีมล่าสุด ตกรอบบอบช้ำรั้งบ๊วยของกลุ่ม แพ้รวดทั้งสามนัด
ความมหัศจรรย์ของโรนัลโด้ มาฉายแสงเอาในเกมเอาชนะอัศวินสีส้ม ที่เจ้าตัวเหมาสอง และดูเหมือนว่าจะเริ่มเครื่องติดแล้วจนมาร่ายฟอร์มสะเด่าอีกครั้งในเกมเฉือนเอาชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 ซึ่งเจ็ตโด้ก็พังประตูชัยอีกตามเคย
ดูเหมือนว่าดาวเตะวัย 27 ปี จากสโมสรเรอัล มาดริด รายนี้จะเรียกฟอร์มเก่งฉกาจเหมือนช่วงที่ช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ ลา ลีกา เมื่อซีซั่นก่อน
กลับมาได้ทันเวลาช่วยเหลือ โปรตุเกส ในเกมน็อกเอาต์พอดี จนอดคิดไม่ได้ว่าเหตุการณ์มันจะเหมือนกับยูโร 2004 หรือเปล่า?
ครั้งกระโน้น หลุยส์ ฟิโก้ เป็นสตาร์ใหญ่และกัปตันทีมของโปรตุเกส ในนัดชิงชนะเลิศที่พ่ายให้กับ กรีซ 0-1 ที่น่าแปลกคือ ฟิโก้ สวมเบอร์ 7 และ เล่นให้กับเรอัล มาดริด
มาถึงยูโร ครั้งนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ของทีมจากแดนฝอยทองที่เคยสวมเบอร์ 17 ในยูโร 2004 เปลี่ยนมาใส่เบอร์ 7 ของทีมชาติโปรตุเกส พร้อมรับบทกัปตันทีมเหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง ฟิโก้ เคยนำทีมมา ที่สำคัญเจ้าเจ็ตโด้ ก็เล่นให้กับ เรอัล มาดริด เหมือนกันอีกซะด้วย..
เออ..ตลกดีเหมือนกัน ทำไมมันมาพ้องกันได้อย่างนี้ แล้วนั่งดูเกมถ่ายทอดสด ตอนที่ โรนัลโด้ ทำประตูดับเช็กได้นั้น หลุยส์ ฟิโก้ ที่นั่งอยู่ข้างสนามเฮมันมาก เหมือนกับว่าเอาใจช่วยซุป''ตาร์รุ่นน้องผู้นี้เป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากความที่เชียร์บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว..
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความบังเอิญหรือเปล่ามิทราบได้ เมื่อปี 2004 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นคนซัดเบิกร่องให้ โปรตุเกส ขึ้นนำ ฮอลแลนด์ ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนเอาชนะไปได้ 2-1 มาในยูโรครั้งนี้เจ้าตัวก็มาเหมาซัดประตูใส่ทัพดัตช์ได้อีกครั้งในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดสุดท้าย ก่อนเอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 เช่นกัน (สกอร์เดียวกันเป๊ะ!)
หลายสิ่งหลายอย่างมันคล้ายกันจนอดพานคิดไม่ได้ว่าทีมชาติโปรตุเกส ชุดนี้จะทะยานเข้าชิงชนะเลิศ เหมือนเมื่อปี 2004 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพนั้นก็ออกสตาร์ตด้วยการพ่าย กรีซ 1-2
พอมายูโร 2012 โปรตุเกส ก็ออกสตาร์ตด้วยการพ่ายให้กับ เยอรมัน 0-1 ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ด้วย แหม..มันช่างละม้ายคล้ายกันไปหมด ฤา..ขุนทัพฝอยทองจะได้เฮฮากิ๊บก๊าบเหมือนเมื่อแปดปีก่อนอีกครั้ง
ถ้าทุกอย่างมันเข้าล็อกตามสูตรได้ขนาดนั้น โปรตุเกส จะโค่นเต็งหนึ่งอย่างสเปนในรอบรองฯพร้อมกับผ่านเข้าชิง แต่สุดท้ายทีมที่เป็นแชมป์คงเป็น เยอรมัน ที่เอาชนะพวกเขาได้ในนัดแรก เหมือนกับเมื่อครั้งที่กรีซสร้างเทพนิยาย
ทว่า เปาโล เบนโต้ แม่ทัพใหญ่ของขุนพลฝอยทอง คงไม่มานั่งคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้หรอก เขาคงเตรียมทีมให้พร้อมรับศึกกับกระทิงดุเพียงอย่างเดียว ซึ่งเจ้าตัวทราบดีว่าลำพัง โรนัลโด้ คนเดียวคงมิอาจบันดาลชัยชนะเหนือสเปนได้หรอก เขาต้องทำให้ทีมเล่นกันได้ดีในทุกภาคส่วน
รองขุนพลอย่าง นานี่ ปีกตัวจี๊ดจากสโมสรแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งควรจะมีสกอร์ติดไม้ติดมือบ้างในรายการนี้กับโปรตุเกส ยังไม่อาจมีชื่อขึ้นบนบอร์ดจากการลงสนามไปทั้งหมด 350 นาที ใน 4 นัดแรก
แม้ว่า นานี่ จะทำไป 2 แอสซิสต์ (จ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูไปสองครั้ง) แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เพียงพอต่อความคาดหวังที่หลายฝ่ายมีต่อตัวเขา เพราะส่วนใหญ่เวลามีโอกาสยิง เจ้าตัวซัดหลุดเป้าไปหมด
สถิติชี้มาเลยว่า 6 ครั้งแล้วที่เจ้าตัวซัดพลาดเป้า อีกทั้งพอมีโอกาสส่องเหน่งๆ ก็ยิงซะเบาหวิวจนนายทวารคู่แข่งเซฟไว้ได้
ภาพจำลองของทีมชาติโปรตุเกสชุดนี้มีความเหมือนกับทีมชุดรองแชมป์ยูโร 2004 จริงๆ ครั้งนั้นมี หลุยส์ ฟิโก้ กัปตันทีมหมายเลข 7 เป็นสตาร์ใหญ่ พร้อมีพระรองอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สวมเสื้อเบอร์ 17
หนนี้ โรนัลโด้ เป็นซูเปอร์สตาร์ของทีมแล้วหันมาใส่เบอร์ 7 ขณะที่ผู้ช่วยพระเอกอย่าง นานี่ ก็สวมเสื้อเบอร์ 17 เหมือนเจ้าโด้ในครั้งกระโน้นเช่นกัน
นั่นทำให้ นานี่ ปีกวัยเบญจเพสเป็นอีกหนึ่งตัวความหวังของชาวโปรตุกีส แต่ฟอร์มของเจ้าตัวในทัวร์นาเมนต์นี้ไม่กระฉูดเท่าไหร่ จ่ายบอลเสียบ่อยครั้ง จนทำให้ทีมเสียโอกาส นำบอลมาตายในแดนหน้าเสียหมด
หากว่า นานี่ เฉียบขาดกว่านี้หน่อยในจังหวะขึ้นเติมเกมรุกทั้งการยิงและการจ่ายบอลแล้ว เชื่อว่า โปรตุเกส คงน่ากลัวกว่านี้เยอะ และ แนวรับของคู่แข่งก็คงพะว้าพะวงไปหมด ในเมื่อมีอันตรายเพิ่มขึ้นมาทางริมเส้นอีกด้าน
ในทางกลับกัน ถ้า นานี่ ยังเล่นได้เท่ากับเกมเอาชนะ สาธารณรัฐเช็ก แผงหลังของสเปนมีหวังลูบปากทีเดียว ตั้งใจบล็อกและเข้าซ้อนทางกราบซ้ายที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ประจำการอยู่ก็พอ
การได้พักนานกว่าชาวบ้านของทีมชาติโปรตุเกส น่าจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง เพราะได้มีเวลาซักซ้อมรูปแบบการเล่นที่จะรับศึกในรอบตัดเชือก ตลอดจนการได้พักให้สภาพร่างกายฟื้นคืน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในฟุตบอลทัวร์นาเมนต์แบบนี้
สำหรับ นานี่ จะว่าไปแล้วเขาได้เปรียบ โรนัลโด้ ในปี 2004 ด้วยซ้ำไป เพราะครั้งโน้นเจ้าโด้ยังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเพิ่งติดทีมชาติไม่นานนัก แต่สำหรับ นานี่ แล้ว เขาลุยยูโรหนนี้ในวัย 25 ปี และติดทีมชาติมาเกือบจะ 60 นัดอยู่แล้ว
เรียกได้ว่าและความเจนจัดต้องเหนือกว่าโด้ในสมัยนั้น อีกทั้งยังมีประสบการณ์ในการเล่นรายการใหญ่ๆ กับ แมนฯยูไนเต็ด มาร่วมห้าปีแล้ว
ไม่แปลกที่ทำไมผู้คนถึงอยากให้ นานี่ เล่นได้ดีขึ้นกว่านี้..
เอาเถอะ..เจ้าตัวยังมีโอกาสที่จะรีดฟอร์มเก่งออกมา และ หากมันมาเกิดขึ้นในเกมสำคัญอย่างรอบเซมิไฟนัลด้วยแล้ว โอกาสที่ทัพโปรตุเกสจะเข้าชิงก็ใช่ว่าจะไม่มี..
> KIM KON-DEE