จำได้ว่าเคยบอกท่านๆ ทั้งหลายผ่านตัวหนังสือไปแล้วเกี่ยวกับชีวิตที่เคียฟในช่วงแรกตั้งแต่วันที่มาถึง คือวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่าวันที่ผมและทีมงานยังไม่ได้ป้ายนักข่าวของยูฟ่าห้อยคอ ชีวิตของผมเป็นอย่างไร และหลังจากที่ได้มันมา ชีวิตของเราเปลี่ยนไปเช่นไร
แต่หลังจากนั้นมาจนถึงวันนี้ มันยังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอีกครับ เมื่อผมได้ใช้มันร่วมกับไมโครโฟนพร้อมป้าย ''สตาร์ซอคเก้อร์ ทีวี'' เพราะไม่ว่าจะย่างกรายไปที่ใด ถ้ามีสองสิ่งนี้พร้อมกัน ขนาบข้างด้วยช่างภาพแล้ว ผู้คนจะมองเราตาเป็นมัน แบบชื่นชมและสนใจ อยากรู้ว่าเรามาจากประเทศไหน ซึ่งส่วนใหญ่มักทักถูกทักผิดว่าเป็นคนญี่ปุ่น หนักเข้าหน่อยก็มีคนมาพูดว่า ''หนีห่าว'' ใส่หน้าซะยังงั้น!!
เมื่อเปลี่ยนจากสายตาที่เย็นชา มาเป็นการแสดงความสนใจ ทุกครั้งที่ผมถือไมค์ถ่ายทำรายการ พร้อมขอถ่ายรูปกับผม ให้รู้สึกว่าตนเองเป็นดาราอยู่เรื่อย ทำให้ในระยะหลังๆ ผมมักนำสองสิ่งนี้ติดตัวคู่กันไปเสมอ จนแทบไม่อยากใช้ไมค์แบบหนีบติดตัวซะแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าอยากเป็นดารานะครับ แต่อานุภาพของสองสิ่งนี้ช่วยให้ผมลดดีกรีความอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองได้มากทีเดียว เพราะมันสามารถเปลี่ยนสถานะของเจ้าถิ่นจากศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้ครับ
ส่วนสาเหตุที่ผู้คนที่นี่มะรุมมะตุ้มรุมรักนักข่าวนั้น ผมเคยได้ฟังความเห็นของ ''เนม'' เพื่อนร่วมอาชีพของ นสพ.มติชน ที่กล่าวว่า ''สำหรับฝรั่ง ไม่ว่าในยุโรปหรืออเมริกา อาชีพผู้สื่อข่าวได้รับการยอมรับในสังคมเป็นอย่างมาก และยังมีรายรับที่งดงามอีกด้วย'' คือพูดง่ายๆ ว่าโดดเด่นทั้งภาพลักษณ์และฐานะ จึงไม่แปลกที่ฝรั่งบางคนจะพากันมองผมราวกับดารายามถือไมค์รายงานข่าวภาคสนาม โดยเฉพาะสาวๆ ที่หลังจากได้สัมภาษณ์บ้าง หรือเดินผ่านบ้าง จะพากันเล่นหูเล่นตาเป็นอาจิณ คงคิดว่าเรารวยกระมัง ฮ่าๆๆ หารู้ไม่ว่าคิดผิดซะแล้วเธอเอ๋ย...
ก่อนที่ผมจะมานั่งปั่นต้นฉบับนี้ ก็ได้เดินทางไปยังแฟนโซนที่ถนนเกรชาติก กรุงเคียฟ เพื่อติดตามบรรยากาศการเชียร์ของแฟนๆ ฝรั่งเศส และ สเปน รวมทั้งแฟนบอลเจ้าถิ่นจำนวนมาก ที่ให้กำลังใจทีมรักผ่านจอยักษ์ในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยมีช่างภาพคู่ใจ ''เจ้าเบียร์'' ที่ทำหน้าที่เก็บภาพบรรยากาศความสนุกสนาน และคัดเลือกสาวสวยที่จะบันทึกไปฝากแฟนๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เรียกได้ว่า พอเก็บภาพงานหลักเสร็จเรียบร้อย สายตาของน้องผมจะกวาดไปยังสตรีเพศทันที เพื่อสแกนหาผู้ที่สวยงามพอจะถูกเลนส์ส่องอย่างสุดความสามารถ ซึ่งในเรื่องของสายตาแล้ว แม้ผมจะชอบเหล่สาวสวยอยู่เป็นนิจ แต่ความว่องไวถือว่ายังเป็นรองน้องคนนี้อยู่หลายขุม ไม่ธรรมดาจริงๆ ผู้ชายคนนี้
เกมจบลงไปด้วยความเศร้าของแฟนบอลตราไก่ แต่ดูเหมือนว่าความเศร้าที่นี่จะยังไม่มากเท่าไหร่ เพราะเป็นความเศร้าที่ค่อนข้างประปรายจากจำนวนแฟนบอลของฝรั่งเศสที่มากันน้อยมากทีเดียว เนื่องจากหวั่นใจเรื่องข่าวแง่ลบของดินแดนแห่งนี้ที่พวกเขาเคยได้รับทราบ แฟนหลายรายจึงไม่ยอมค้างคืนที่นี่ โดยใช้การบินมาดูเกมแล้วบินกลับภูมิลำเนาทันทีหลังจบเกม ขณะที่แฟนสเปนดูจะมีจำนวนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าข่าวต่างๆ ที่ถูกตีแผ่ออกไปนั้นมีผลไม่น้อยเลยกับเจ้าภาพ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้หนักหนาขนาดนั้นก็ตาม เมื่อผมได้ลองมาเยือนด้วยตัวเอง
สำหรับผมแล้ว การที่ทีมตราไก่ตกรอบไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะการแพ้ทีมแชมป์เก่า สเปน ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายซะหน่อย เนื่องด้วยศักยภาพตัวผู้เล่นก็เป็นรอง, ทีมเวิร์กก็เป็นรอง, ความคมในแดนหน้าก็เป็นรอง และสุดท้ายคือ ความสัมพันธ์ในทีมก็ยังเป็นรอง!! ใช่เลย ผมพูดไม่ผิดหรอกครับ เพราะตอนนี้มีข่าวที่เชื่อถือได้ออกมาว่า ขุนพล เลส์ เบลอส์ กัดจิกกันเองเสียแล้ว โดยมีที่มาอย่างที่ท่านได้ทราบไปจากคอลัมน์ของคุณ ''มาเฟียรี่'' ก่อนหน้านี้นั่นเอง โดยมีตัวก่อเรื่องอย่าง ซามีร์ นาสรี่ กับ ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา แล้วมันจะเหลืออะไรกับเกมใหญ่ที่รออยู่แบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเสียกรุง เพราะคนในประเทศแตกสามัคคี เมื่อทหารไม่รักกัน แล้วจะรบกับใครได้ชัยชำนะเล่า
ผิดกับขุนพลกระทิงดุที่แม้ว่าจะมีศึกใหญ่ในลีกของตนเอง อย่าง เอล กลาซิโก้, การเมือง, ประวัติศาสตร์, เชื้อชาติ ต่างๆ มากมายภายในประเทศ และเมื่ออยู่ในเกมการแข่งขัน นักเตะก็ต่างใส่กันไม่ยั้งทั้งเกมในสนามและการกดดันผู้ตัดสิน ทั้งยังมีการปะทะคารมจนมีเรื่องมีราวแทบทุกครั้งไปในเกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า ทว่าเมื่อเกมลีกจบ และพวกเขาต้องกลับมารมตัวกันในนามของทีมชาติ ก็ไม่เห็นจะมีใครเก็บเรื่องเหล่านั้นมาทำให้บรรยากาศในทีมเสียไป ตรงกันข้ามกลับตั้งอกตั้งใจเล่นเพื่อทีมและสร้างโอกาสให้กันและกัน ที่สำคัญ ผมยังไม่เห็นว่าจะมีใครพยายามที่จะพาบอลตัดจากริมเส้นเข้าไปทำประตูเองอย่างพร่ำเพรื่อเหมือนนักเตะของบางทีมด้วย
ทว่าพอเกมจบลง สิ่งที่ผมเคยเชื่อในอานุภาพของมันมาโดยตลอดอย่าง ''ป้ายกับไมค์'' กลับช่วยผมไม่ได้ในเรื่องหนึ่ง นั่นคือ การช่วยให้แฟนของทีมที่ปราชัยให้สัมภาษณ์กับผมอย่างเป็นมิตร เพราะฝรั่งนี่เวลามันดูกีฬา ไม่รู้ว่ามันจะอินไปไหน คือถ้าทีมแพ้นี่ มันน่าเศร้าขนาดไม่ต้องการพูดคุยกับใคร กินไม่ได้นอนไม่หลับเหมือนคนอกหักยังไงยังงั้น ช่วงหลังๆ ผมเลยไม่อยากจะไปจี้จุดใคร เพราะเคยโดนปฏิเสธมาแล้ว ซ้ำร้ายยังถูกเพื่อนของเจ้าตัวใช้มือผลักผมออกมาแบบขับไสไล่ส่งอีกด้วย เฮ้อ...คนเราเค้าก็ไม่ได้อยากรู้แค่อารมณ์ของผู้ชนะซะหน่อย แยกแยะหน่อยก็ไม่ได้
เป้ง เกาะเกร็ด