
สมใจอยาก เลอบรอน เจมส์ ไปแล้ว เมื่อยอดฟอร์เวิร์ดออลสตาร์ของ ไมอามี่ ฮีต คว้าแชมป์เอ็นบีเอ มาครองได้สำเร็จเป็ยครั้งแรก เมื่อจัดการเก็บ 4 เกมรวด แซงชนะ โอกลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ส ทีมพลังหนุ่ม ไปแบบขาดลอย 4-1 เกม ในศึกบาสเกตบอล เอ็นบีเอ รอบชิงชนะเลิศ ที่จบลงในเกม 5 วัน วันพฤหัสบดีที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่ง ฮีต ที่เล่นในบ้าน 3 เกมรวด ชนะไปขาดลอย 121-106 คะแนน
เจมส์ พลาดโอกาสชูถ้วย "แลร์รี่ โอไบรอัน โทรฟี่" ในปีแรกที่อยู่กับ ฮีต จากการแพ้ ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ 4-2 เกม ปีที่แล้ว แต่ปีนี้เขาไม่ยอมพลาดอีก พา ฮีต เดินหน้าชนะ 4 เกมรวด ปิดซีรี่ส์ที่ 4-1 เกม โดยเกมที่ 5 เขากดไป 26 แต้ม, 11 รีบาวด์ และ 13 แอสซิสต์ ทำให้ผลงานเฉลี่ยในรอบชิงฯ ปีนี้ คือ 28.6 แต้ม, 10.2 รีบาวนด์ส และ 7.4 แอสซิสต์ เทียบกับปีก่อนที่ทำแต้มเฉลี่ย 17.8 เท่านั้นในการเจอกับ ดัลลัส
ความล้มเหลวในปีที่แล้วทำให้หลายๆ คนออกอาการสมน้ำหน้ามั่ง สะใจมั่ง เพราะ เจมส์ ถูกมองว่า เลือกความสำเร็จแบบทางลัด (แม้จะเข้าลีกมาตั้งแต่ปี 2003) เมื่อใช้โอกาสจากการเป็นผู้เล่นฟรีเอเยนต์ ทิ้ง คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมบ้านเกิดเมืองนอน ที่เขาเคยพาเข้าถึงรอบชิงฯ ปี 2007 มาสร้างทีมเทพใน ไมอามี่ กับ ดเวย์น เวด เจ้าถิ่น และ คริส บอช ที่ย้ายมาจาก โตรอนโต้ แร็ปเตอร์ส แบบฟรีเอเยนต์เช่นกัน โดยทั้ง 3 คน (รวมถึง คาเมโล่ แอนโธนี่) ดราฟท์เข้ามาปีเดียวกัน
มิหนำซ้ำ เจมส์ ยังทำเท่ (เกินหน้าเกินตา) ถึงขนาดออกรายการทีวี "เดอะ ดีซิชั่นส์" ช่อง อีเอสพีเอ็น เพื่อประกาศการตัดสินใจของตัวเองโดยเฉพาะ ด้วยประโยคเด็ด "ขอนำฝีมือไปยัง เซาธ์ บีช" ยิ่งทำให้โดนหมั่นไปกันใหญ่ ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะเขายังโดนด่าจมหูจากการจับคู่ เวด ล้อเลียน เดิร์ค โนวิตซกี้ ที่ป่วยไอค่อกๆ แค่กๆ แต่กลับยิงลงเอาๆ ไปจนการถึงใช้เวทีแถลงข่าว ตอบโต้ทุกเสียงครหาที่ว่า เขาคู่ควรประสบความสำเร็จหรือไม่
กลายเป็นว่าความพ่ายแพ้ครั้งนั้น เป็นจุดเปลี่ยน ที่เปรียบเหมือนการปลุก เจมส์ ให้ตื่น เพราะเขาบอกว่า เขาใช้เวลาช่วงปิดซีซั่น ในการค้นหาจิตวิญญาณ ตลอดจนเรียนรู้วิธีการรับมือกับแรงกดดัน และความคาดหวังต่างๆ นานา อาทิ อ่านหนังสือในห้องล็อคเกอร์รูมก่อนลงสนาม เพื่อเป็นการผ่อนคลายตัวเอง
"สิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผมในปีที่แล้วก็คือการแพ้รอบชิงฯ และการที่ผมเล่นในแนวทางที่เล่นในตอนนั้น นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในอาชีพของผม เพราะมันทำให้ผมกลับสู่พื้นฐาน มันกำราบผม ปีที่แล้วผมเล่นโดยพยายามพิสูจน์ตัวเอง ผมเล่นด้วยความเกลียดชัง นั่นไม่ใช่แนวทางการเล่นของผม ตอนนี้ผมเล่นด้วยความรัก ความหลงใหล และนั่นคือสิ่งที่ผมได้รับกลับมาในปีนี้"
แน่นอนว่าทั้งหมดมาจากการย้ายทีมอันครึกโครม เพราะ เจมส์ ยอมรับว่า ทุกอย่างในชีวิตของเขามีการเปลี่ยนแปลงไปหมดตั้งแต่ตอนประกาศย้ายทีม และความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เจมส์ บอกว่าเหนือความคาดหมายมาก "ในช่วง 7 ปีแรกของผมในลีก ผมก็แค่ลงไปเล่น แล้วก็ปล่อยให้เกมดูแลตัวมันเองไป ส่วนปีที่แล้วผมพยายามเล่นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง หลายๆ คนบอกว่าผมมันเห็นแก่ตัว เป็นนักบาสเกตบอลที่เห็นแก่ตัว ผมพยายามเป็นคนที่เล่นเพื่อทีม ทำอะไรก็ได้ที่ให้ทีมชนะ ผมใช้มันเป็นแรงกระตุ้น สิ่งที่นำผมมาอยู่ตรงนี้คือการทำงานหนัก และการอุทิศตัว"
ไม่มีใครเถียงว่านั่นแหละทำให้ เจมส์ มีวันนั้น ความยิ่งใหญ่ และฝีมือของเขาไม่มีใครเถียง บางคนมองว่า เควิน ดูแรนท์ น่าจะเป็นเอ็มวีพีซีซั่นปกติมากกว่า เจมส์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดูแรนท์ มีบทบาทในแง่การทำสกอร์เป็นหลัก บวกการรีบาวนด์สที่โอเคดี แต่ เจมส์ เป็นอะไรมากกว่านั้น เขาเป็นผู้เล่นที่ครบเครื่อง ที่เล่นได้ทุกตำแหน่ง แถมสถิติรอบชิงยังขี่ชัดเจน โดยเฉพาะเกม 5 ที่ เจมส์ ได้ทริปเปิ้ลดับเบิ้ล นั่นแสดงความเก่งทั้งรุก และรับ
แต่ เชน บาติเย่ร์ ฟอร์เวิร์ดจอมยิง 3 แต้ม เปรียบเปรย เจมส์ ได้ดี มองเห็นภาพ เมื่อเขาบอกว่า เจมส์ ก็เหมือนดาราฝีมือดี ที่ยังไงๆ ก็ต้องการรางวัลการันตี เพื่อยืนยันถึงความสุดยอด และตอนนี้ เจมส์ ได้มาแล้ว นั่นคือแหวนแชมป์ ที่ผู้เล่นระดับตำนานหลายคนไม่มีวาสนาได้ อาทิ "เดอะ เมลแมน" คาร์ล มาโลน แห่ง ยูท่าห์ แจ๊ซซ์ เขาเล่นเอ็นบีเอ 18 ซีซั่น เข้าเพลย์ออฟทุกซีซั่น เข้าชิงกับ ยูท่าห์ 2 สมัยปี 1997, 1998 แพ้ ไมเคิ่ล จอร์แดน และ ชิคาโก้ บูลล์ส หมด สุดท้ายลงทุนย้ายไป แอลเอ เลเกอร์ส เข้าชิงปี 2004 แต่ก็แพ้อยู่ดี ด้วยน้ำมือ ดีทรอยต์ พิสตันส์ และ มาโลน รีไทร์ทันที
ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ แชมป์แรกของ เจมส์ มีความหมายสุดๆ บางทีอาจจะกลายเป็นตัวการสร้างความหวาดหวั่นให้ทีมที่จ้องเป็นแชมป์ทุกทีม เพราะว่า เจมส์ คงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ในวัย 27 ปี เขายังพอมีเวลามากพอที่จะสร้างให้ตัวเองเป็นตำนานของวงการเฉกเช่นที่ "เอ็มเจ" ไมเคิ่ล จอร์แดน ทำได้ จากการพา ชิคาโก้ เข้าชิง 6 ครั้ง แชมป์ 6 สมัย และเป็นเอ็มวีพีรอบชิงฯ ทุกครั้ง !!
คอลัมน์อื่น ๆ