นอกจากเกมในระดับสปอนเซอร์ ไทยพรีเมียร์ลีก แล้ว การขับเคี่ยวกันในศึกยามาฮ่า ลีก วัน หรือลีกดิวิชั่น 1 ก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน
ในช่วงที่ลีกอาชีพของไทยเติบโต หลายๆทีมก็มีความฝันที่จะทำทีมขึ้นมาสู่ไทยลีกด้วยกันทั้งสิ้น เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็น 1 ใน 18 ทีมของประเทศนี้ที่เล่นในลีกสูงสุด
อีกทั้งธุรกิจฟุตบอลมันสร้างคุณค่าได้มากมายหลายอย่าง ไม่ว่าการหาทุน การกอบโกยชื่อเสียง และหน้าตาในสังคม ไม่แปลกที่คนบริหารทีมฟุตบอลทุกวันนี้จะเกี่ยวข้องกับการเมืองเสีย 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือนักธุรกิจ และกลุ่มทุน
ในอดีตฟุตบอลไทยเหมือนหมาหัวเน่า ไม่มีใครเหลียวแล ส่วนใหญ่นักการเมืองจะมองไปที่การเป็นผู้จัดการทีมชาติเสียมากกว่า กระนั้นเมื่อเทียบกับนักธุรกิจหรือข้าราชการ เช่นทหาร, ตำรวจ ก็ดูจะน้อยกว่ามาก
นักการเมืองไม่มองเรื่องฟุตบอล เพราะเข้ามายุ่งก็มีแต่เปลืองตัว มีแต่เสียเงิน ชื่อเสียงได้มาก็เพียงชั่วคราว ถ้าทีมชาติประสบความสำเร็จก็ดังหน่อย แต่ถ้าล้มเหลวโดนด่ายันโคตร
น่าจะมีเพียง "บิ๊กหอย" มนัสนันท์ (ธวัชชัย) สัจจกุล ที่จะเรียกว่าเป็นใบเบิกทางให้นักการเมืองเกิดความสนใจ เพราะการปั้น "ดรีมทีม" ที่หมดเงินส่วนตัวอย่างมหาศาลให้ดังได้ใช้เวลากันมากกว่า 5 ปี จนชื่อ " บิ๊กหอย" กระฉ่อน เมื่อลงสมัคร ส.ส.ในกรุงเทพฯ สมัยแรกก็ได้ตำแหน่งเป็นขวัญใจชาว กทม.ทันที
จนเมื่อลีกอาชีพบูมขึ้นมา สโมสรต่างๆก็เริ่มปรับตัว การรวมลีกมีส่วนทำให้โครงสร้างของระบบสมบูรณ์ขึ้น เพราะลีกจะต้องมีการขึ้นชั้น ตกชั้น สโมสรจึงไม่ได้จำกัดวงแคบมีเพียงทีมหน้าเดิมๆที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือภาคของเอกชนเท่านั้น ทีมจังหวัดก้าวมามีบทบาทมากกว่าเดิม และแนวโน้มในอนาคตลีกสูงสุดอาจจะมีทีมจังหวัดเท่านั้นที่ก้าวขึ้นมาสู้กัน
เมื่อลีกโตขึ้น การลงทุนในการทำทีมก็สูงขึ้น เชื่อว่าในช่วงแรกหลายทีมปรับตัวไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์ หรือการตลาดมากพอที่จะหาเงินมาลงทุน ช่วงแรกๆจึงเป็นคนดังของท้องถิ่นที่จะถูกดึงเข้ามาทำทีม หรือมาช่วยจ่ายเงินให้
มันก็ไม่พ้นท่าน ส.ส. หรือ อบจ. เพราะบรรดานักการเมืองท้องถิ่นย่อมที่จะไม่อยากเสียหน้า แถมการเข้ามาก็เป็นที่รับรู้ของประชาชน เป็นการโฆษณาตัวตนได้อย่างเหมาะเจาะ แถมนักการเมืองก็มีอิทธิพลมากพอที่จะดึงภาคธุรกิจเข้ามาสนับสนุนทีมได้อีกด้วย
การไต่เต้าขึ้นมาตามระบบจึงเป็นการต่อสู้ของผู้ที่มีความฝัน เป็นการเดินตามระบอบ ไม่มีเส้นทางลัด และใช้ทุนในอัตราที่พอเพียง และเพียงพอ คือไม่เวอร์จนเกินไปในการไต่เต้า
ระบบของฟุตบอลลีกคือการแข่งขัน มีทุนมากกว่าก็ย่อมที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า แน่นอนว่าจังหวัดไหนที่ท่าน ส.ส.จริงใจ และจริงจังในการทำทีมก็จะไต่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วดังปานติดจรวด ให้เป็นที่ชื่นชอบ ชื่นชม ของประชาชนในพื้นที่ ตรงนี้ได้ใจไปเต็มๆ
ก็มีบ้างที่หลายจังหวัดยังไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ แถมยังมีปัญหากับการจัดการเสียด้วย ดังที่เราได้ยินข่าวบ่อยๆในเรื่องหาเงินมาจ่ายเงินเดือนนักเตะไม่ได้ หรือบางทีมก็ถูกทอดทิ้งไปเลย หลังจากที่แบกรับภาระไม่ไหว มันก็เป็นสิ่งที่ต่างกันไป แต่ส่วนลึกแล้วทุกทีมย่อมต้องการความสำเร็จและก้าวขึ้นมาสู่บันไดขั้นสุดท้ายด้วยกันทั้งสิ้น
นั่นทำให้ยามาฮ่า ลีก วัน กลายเป็นลีกที่เข้มข้นขึ้นมาฉับพลัน แหมก็เพียงอีกก้าวเดียวเท่านั้นก็จะได้ขึ้นไปสูดอากาศแบบเต็มปลอดแล้ว ก็ต้องสู้กันเต็มที่ ในช่วงหลังมานี้ต้องปรบมือให้กับจังหวัดเพราะมีการลงทุนทำทีมที่ดีกว่าทีมที่เป็นเอกชนในรูปแบบเดิม ทำให้ในไทยลีกเต็มไปด้วยตัวทีมจังหวัดมากกว่าแต่ก่อน
ปีนี้ก็เช่นกัน ราชบุรี เอฟซี ก็เตรียมจ่อจะขึ้นแล้ว หลังจากที่
"ฟลุ๊ค" ธนวัชร์ นิติกาญจนา เด็กอายุน้อยๆแต่มุ่งมั่นมากปั้นทีมอย่างต่อเนื่อง และลงทุนในการซื้อตัวดังๆเข้ามาเพียบ จนทีมแข็งแกร่ง และคนที่จะทำให้ฝันเป็นจริงก็คือ โค้ชสมชาย ไม้วิลัย อดีตแข้ง ธ.กรุงไทย ตรงนี้คือความกดดันอย่างสูง
ทีมอย่าง แบงค็อก ยูไนเต็ด หลังจากตกลงมาก็ยังแกร่งอยู่ และได้
"โค้ชเตี๊ย" สะสม พบประเสริฐ คุมทัพด้วยแล้วยิ่งน่ากลัวในระยะยาว กระบี่ เอฟซี ทีมจากแดนใต้ ก็หมายมั่นจะขึ้นมาเป็นตัวแทนของชาวสะตอให้ได้ ธนเดช ฟูประเสริฐ เข้าไปทำตั้งแต่ปีที่แล้วจนทำให้ปีนี้มีลุ้น
สงขลา เอฟซี ที่กือบจะขึ้นได้เมื่อปีที่ผ่านมา แต่หลังจากได้ วัวชน ยูไนเต็ด มาบริหารก็ดูจะปล่อยวางไปบ้างทำให้ทีมแผ่วลงไป ปตท.ระยอง ทีมนี้ก็อยากจะขึ้น เพราะถือว่ามีเงินทุนมหาศาล จึงวัดฝีมือของ
"โค้ชโอ่ง" ดุสิต เฉลิมแสน ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่
ขณะที่ ศรีราชา เอฟซี เองก็ถือว่าเป็นสุดยอดของ ลีก วัน มานาน แต่ปีนี้คู่แข่งน่ากลัวจริงๆก็ขึ้นกับว่าอดีตโค้ชยอดเยี่ยม ทรงยศ กลิ่นศรีสุข จะสานต่อได้ดีแค่ไหน
สระบุรี เอฟซี ของ ธชตวัน ศรีปาน ก็ยังต่อสู้เต็มที่แม้ว่าจะห่างไกลจากการขึ้นชั้น หรือทีมตัวแทนเมืองหลวง บางกอก เอฟซี ก็หวังเหลือเกิน ล่าสุดก็เห็นมีการปรับการทำทีมแล้ว เมื่อทาง อ.ทองสุข สัมปหังสิต ได้ลาออกจากผลงานที่ไม่ยังไม่ดี แว่วๆว่าทางผู้บริหารจะดึง
"ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เข้ามาสานต่อ
ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ในระดับยามาฮ่า ลีก วัน มันดุเดือดยิ่งกว่าการแย่งแชมป์ในไทยลีกเสียอีก แต่มันก็มีพื้นที่แค่ 3 ทีมเท่านั้นที่จะได้ก้าวไปถึงขั้นสุดท้าย ซึ่งทุกทีมขอเพียงให้ขึ้นไปให้ได้ก่อน และเมื่อขึ้นไปถึงแล้ว มันจะพลาดท่าร่วงตกบันไดมาลงมาหรือไม่ เชื่อว่าถึงเวลานั้นไม่มีใครเสียใจ เพราะอย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า "กูเล่นไทยลีกมาแล้ว"
ทวนเหล็ก