ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อวงการมวย
ชื่อของ สมรักษ์ คำสิงห์ เชื่อว่าทุกคนให้การยอมรับด้วยผลงานที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ด้วยมันสมองสองกำปั้น ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปยาวนานเพียงได คำว่า วีรบุรุษ ยังคงเป็นตำนานติดตัวตลอดไปชั่วนิรันดร์...นั่นเป็นเพียงเรื่องราวในอดีต แต่ปัจจุบัน สมรักษ์ คำสิงห์ ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม โดยเฉพาะสังคมมวยที่ผันตัวเองมาเป็นหัวหน้าคณะ ส.คำสิงห์ ก่อนที่จะได้รับแรงหนุนจาก นายสมศักดิ์ เทพสุทิน พร้อมทีมงานให้เป็นคนดูแลนักมวยในค่าย ท.เทพสุทิน
แต่วันนี้ สมรักษ์ มาพบกับแฟนๆ มวยในฐานะที่เป็น ''คนทำมวย'' เป็นหัวหน้าคณะ เป็นผู้จัดการนักมวย พร้อมกับเรื่องราวที่แฟนมวยให้ความสนใจเกี่ยวกับการเดินเรื่อง เรียกร้องความเป็นธรรมกับการตัดสินของ ''กรรมการ'' ที่ตัดสินให้ เรือเอก ท.เทพสุทิน แพ้คะแนนให้แก่ เพชรจริง เอฟ.เอ.กรุ๊ป ในศึกมวยดีวิถีไทย ช่อง 11 ถ่ายทอดสด เมื่อวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม ที่เวทีมวยในห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว
สมรักษ์...ก่อนอื่นผมต้องขอทำความเข้าใจกับแฟนมวยและคนวงการมวยเสียก่อนนะครับว่าผมไม่ได้มีเจตนาที่จะ ''มีปัญหา'' กับกรรมการ เพียงแต่ว่าผมต้องการทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องตัวอย่าง โดยเฉพาะแฟนมวยที่ยังไม่เข้าใจอะไรในระบบของการทำงาน หรือระบบของราชการอะไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้นจะเป็น ''ตัวอย่าง'' ให้กับคนวงการมวยเพื่อที่จะได้ดำเนินการกับการตัดสินของกรรมการที่เรามองแล้วเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือจะว่าตรงๆ กันก็ได้ว่าค้านสายตา...สมรักษ์ เปิดฉากเจรจาก่อน
มวยสยาม...ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่มีความแค้นส่วนตัว
สมรักษ์...พี่ถามได้ตรงประเด็นเลย ผมไม่ได้โกรธกรรมการ ไม่ได้มีเรื่องกับกรรมการโดยส่วนตัว มวยผมไม่ว่าจะแพ้หรือว่าชนะ ผมไม่เคยที่จะใช้คำหยาบๆ ด่ากรรมการ แพ้ก็คือแพ้แต่ชนะก็ต้องชนะ มิใช่ว่ามวยผมชนะแล้วมาให้แพ้ อย่างนี้ก็ต้องบอกว่าทำใจให้ยอมรับได้อย่างไรกัน และนี่คือปัญหาที่แฟนมวยประสบกันมา ฉะนั้นผมจึงทำให้เป็นตัวอย่าง
มวยสยาม...เป็นตัวอย่าง อย่างไรกัน?
สมรักษ์...ก็นี่ไงครับ ที่ผมจะพูด...วงการมวยของเราตั้งแต่มีกฎหมายมวย เรามีอนุกรรมการที่คอยดูแลเรื่องราวในวงการมวย รู้สึกว่าจะมีสี่อนุกรรมการนะครับถ้าผมจำไม่ผิดนะ และอนุกรรมการผู้ควบคุมการทำหน้าที่ของกรรมการก็เป็นหนึ่งในอนุกรรมการฯ นั้น เมื่อมีปัญหาการทำหน้าที่ของ กรรมการ ไม่ว่าจะเป็นเวทีใด ทางหัวหน้าคณะก็สามารถที่จะทำเรื่องราวร้องเรียนไปยังคณะอนุกรรมการฯ ได้ทันที เท่าที่ผมรู้ว่าก็มีท่าน เขียวหวาน ยนตรกิจ หรือ พ.อ.บุญส่ง เกิดมณี เป็นประธานฯ อยู่ แน่นอนว่าเอ่ยชื่อนี้แล้วต้องบอกว่าสบายใจได้เพราะท่านบริสุทธิ์ยุติธรรมว่ากันตามความเป็นจริง สบายใจได้ และรู้สึกว่าจะมีพี่พิเชษฐ์ เรือนอินทร์ ผู้สื่อข่าวของมวยสยามเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ด้วย และวันนั้นท่านก็เป็นโฆษกพากษ์มวยอยู่ที่ช่อง 11 ท่านเห็นภาพการชกของคู่นี้ทุกยก ถามท่านได้ว่าเป็นอย่างไร
มวยสยาม...แสดงว่ามั่นใจว่า เรือเอก ท.เทพสุทิน เป็นผู้ชนะ
สมรักษ์...ผมก็ต้องมั่นใจว่า มวยผมชนะ และที่สำคัญนั้นผมไม่ได้มาประท้วงให้ ''ยกเลิก'' คำตัดสิน แต่ที่ผมทำก็เพื่อวงการมวยมิใช่เพื่อตัวของผมเอง จากนี้ต่อไป กรรมการจะต้องทำหน้าที่ให้ละเอียดขึ้นเพราะถ้าขืนตัดสินซี้ซั้วไม่ละเอียด แฟนๆ มวยเขาทำเรื่องถึงอนุกรรมการฯ ได้ทันที ที่ผมทำอย่างนี้ก็อย่างที่ผมยืนยันว่าผมต้องการให้เป็นบรรทัดฐานในวงการมวย อยากให้คนวงการมวยรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของอนุกรรมการฯ และเพื่อเตือนสติของ กรรมการ (บางคน) ที่จะทำเรื่องไม่ดี ผมไม่ได้ว่าทุจริตนะครับแต่บางครั้งบางท่านเผลอที่จะตัดสินไปตามแรงจูงใจของการพนัน...ทุกอย่างเขากำหนดไว้แล้วตามกฎกติกาของ พ.ร.บ.มวย เกี่ยวกับเรื่องการตัดสินมวย ผมเคยเป็นนักมวยมาก่อนรู้ว่าชกแล้วชนะหรือว่าแพ้ พอมาทำมวยผมก็ต้องรู้ว่าลูกน้องผมจะแพ้หรือว่าชนะเมื่อตัดสินค้านสายตาก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการของสังคม
มวยสยาม...แน่ใจนะครับว่า กรรมการ ผิด
สมรักษ์...เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะถึงเวลานี้ ศาลยังไม่ตัดสินใครถูกหรือใครผิด ฉะนั้นทุกคนที่ยังไม่ถูกพิพากษาก็ต้องบริสุทธิ์ เป็นเพียงแค่ จำเลย กับ โจทก์ เท่านั้นครับซึ่งไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร เราต้องยอมรับเพราะนั่นมิใช่เป้าหมายหลัก เป้าหมายหลักคือการร้องเรียนขอความเป็นธรรมเพื่อสะกิดให้ กรรมการสะดุ้ง บ้างครับว่าตอนนี้โลกเขาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว อย่ามามัวเป็นคนเก่าที่ต้องบอกว่ากรรมการถูกต้องเสมอ นักมวยไม่เคยถูก หัวหน้าคณะไม่เคยถูก จากนี้ไป กรรมการทำผิดพลาด ก็ต้องได้รับการร้องเรียนจากหัวหน้าคณะ จากแฟนมวย ถึงอนุกรรมการฯ และที่สำคัญ เมื่อผมร้องเรียนไปแล้ว กรรมการก็สามารถที่จะออกมาอธิบายได้เลยครับว่า มวยผมแพ้อย่างไร แพ้ตรงไหน ออกมาให้คำตอบกับสังคมได้ อย่างกรณี เรือเอก กรรมการต้องออกมาตอบคำถามของสังคมได้ว่า เรือเอก แพ้เพราะอะไร หนีมากไป จับเชือก เอาเปรียบคู่ต่อสู้โดยการซ้ำคู่ชกหรือกัดหูคู่ชก ผิดกติกา ทุกอย่างพูดด้วยเหตุและผลมิใช่ ตัดสินไปแล้วให้คำตอบกับสังคมไม่ได้
มวยสยาม...แสดงว่าถ้า กรรมการ มีคำอธิบายก็ยอมรับได้
สมรักษ์...ครับ ผมเป็นนักกีฬาและเป็นนักกีฬาระดับโลก เป็นตัวแทนทีมชาติ แน่นอน ผมรู้แพ้ รู้ชนะและรู้อภัย ใครจะมองผมอย่างไร ผมไม่ว่าเพราะนั่นคือความคิดของแต่ละคน แต่สำหรับผมแล้วมวยทำให้ผมมีวันนี้ ชีวิตของผมได้ดีเพราะมวย ฉะนั้น ไม่แปลกใจอะไรที่ผมอยู่กับมวยและจะอยู่กับมวยจนลมหายใจห้วงสุดท้ายของชีวิต การที่ผมจะทำเพื่อวงการมวยบ้างจึงมิใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไร เรื่องนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ผมทำเพื่อวงการมวยให้เป็นตัวอย่าง ให้เป็นบรรทัดฐานที่ต้องให้คนวงการมวยรับรู้ กรรมการจะได้ไม่หลงระเริงว่าตัดสินอย่างไรก็ได้
ฉะนั้น วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน ที่จะถึง ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร ผมยอมรับได้ทั้งนั้นแต่สิ่งหนึ่งที่ผมถือว่าประสบความสำเร็จนั่นคือการวางมาตรฐานให้กับวงการมวย โดยเฉพาะเรื่องของ กรรมการ ที่จากนี้ต่อไปแฟนๆ มวยและหัวหน้าคณะต้องรู้จักใช้บทบาทและหน้าที่ของเราเองที่กฎหมายมวยให้โอกาสเราที่เป็นไปตามระบบแบบแผนที่ดีด้วยการร้องเรียนคณะอนุกรรมการฯ และยืนยันก่อนจากผมกับกรรมการไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวครับ
นี่คือความในใจของ วีระบุรุษเหรียญทองเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่ชื่อ สมรักษ์ คำสิงห์ ที่ต้องบอกว่า ยอดเยี่ยมด้วยแนวคิด ด้วยการกระทำที่เป็นรูปแบบ ถูกต้องตามกติกา มิใช่ ใช้เพียงอารมณ์ ด่าๆๆๆ และ ด่ากรรมการ เมื่อ ''ท่านไม่ถูกอารมณ์'' ของตัวเอง
ทีมงานมวยสยาม