
วันนี้จะขอสัมผัสพลังเจ้าภาพซะหน่อย เพราะเป็นวันที่ ยูเครน จะลงทำศึกชิงจ้าวลูกหนังยุโรปกับทีมชาติฝรั่งเศส
ดังนั้น พาวเวอร์ของกองเชียร์สีน้ำเงิน-เหลือง ของทีมเจ้าภาพ น่าจะได้สำแดงเดชในสนามที่สวยที่สุดของพวกเขา ดอนบาสส์ อารีน่า และผมก็ได้ออกเดินทางจากเมืองคาร์คีฟตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยรถไฟไฮสปีดเทรนด์ เกาหลี เพื่อมาชมเกมและรายงานบรรยากาศที่โดเน็ตสค์ และวันนี้ก็เป็นครั้งแรก (อีกแล้ว) ที่ฝนตกหนักแบบพายุเข้า
ซึ่งก่อนหน้านี้อากาศมันโคตรร้อน ผมงี้ดีใจ วันนี้จะได้สัมผัสอากาศเย็นๆแล้วโว้ย เนื่องด้วยพี่หมวย มาเฟียรี่ หยิบไอโฟนโชว์หน้าจอว่า การที่พายุเข้ารอบนี้ถ้าฝนหยุด อุณหภูมิจะลดลง 10 องศา ซึ่งพอเอาเข้าจริง ลดลง 1 องศาหรือเปล่าเถอะ ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลยพับผ่า!!
แต่ก็ช่าง แ...ง เหอะ (ออกแนวหงุดหงิด) ยังไงก็ต้องทำงานต่อไป พร้อมกับส่องสาวๆ ต่อไปด้วย อิอิ ซึ่งงานมันก็เป็นไปตามสเต็ปล่ะครับพี่น้องครับ คือก่อนเกม ก็ต้องไปเก็บภาพบรรยากาศ สัมภาษณ์ความรู้สึกของแฟนบอล ซึ่งแฟนๆทั้งสองฝ่ายต่างก็มั่นใจว่าทีมของตนเองจะได้รับชัยชนะ แต่ทางเจ้าภาพนี่ บางรายมองไปถึงการเข้ารอบรองชนะเลิศ จนถึงการเป็นแขมป์โน่นเลย เอ่อ...ถ้าทำด้วยก็ดีใจด้วยนะครับ
วันนี้ความรู้สึกของผมเหมือนกับว่ามันเป็นวันชาติของยูเครนยังไงยังงั้น ผู้คนพร้อมใจกันแต่งตัวเชียร์ทีมบ้านเกิดแบบเต็มยศ ถนนหนทางเต็มไปด้วยแฟนบอล ไม่เว้นแม้แต่รถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนก็มีการส่งเสียงโห่ร้องและแห่ธงชาติด้วย ทำให้หน้าสนาม ดอนบาสส์ อารีน่า ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากอยู่แล้ว กลายเป็นเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีฝนตกลงมาก็ตาม
นี่เป็นครั้งที่สองของผมที่ทัวร์นาเม้นท์นี้ ที่จะได้เข้าชมเกมในสนามที่ทันสมัยที่สุดของประเทศเจ้าภาพ และจะได้เห็นยอดนักเตะอย่าง คาริม เบนเซม่า, ฟร้องค์ ริเบรี่ และ อังเดร เชฟเชนโก้ ที่แปรสภาพจากนักเตะที่คนขับแท็กซี่ยังร้องยี้เมื่อได้ยินชื่อ กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งอีกครั้งหลังกระทุ้งคนเดียวสองประตูพาทีมกำชัยเหนือสวีเดน ซึ่งก่อนเกมนี้ ผมคาดว่า ยูเครนจะบุกเข้าใส่ทีมตราไก่ เพื่อเอาใจแฟนๆของตัวเอง และจะเข้าทางทีมคู่แข่ง เนื่องจากขุนพลของ โลร็องต์ บล็องก์ ชอบเล่นกับคู่แข่งที่กล้าแลกหมัดอยู่แล้ว เพราะจะมีพื้นที่เปิดให้แนวรุกสุดจี๊ดอย่าง ริเบรี่, เบนเซม่า และ เฌเรมี่ เมเนซ ปีกความเร็วจัดจ้านจากเปแอสเช ที่คาดว่าจะได้ลงเป็นตัวจริงในเกมนี้ด้วย
และเมื่อนักเตะของทั้งสองทีมเดินลงสนาม ผมก็รู้สึกได้ว่าของเจ้าถิ่นเค้าแรงจริง โดยเฉพาะตอนที่ร้องเพลงชาติ เพราะผู้ชมชาวยูเครนกว่า 90 เปอร์เซนต์ของความจุสนาม (ราว 50,000 คน) ต่างพร้อมใจกันแหกปากร้องเพลงชาติสุดเสียง ซ้ำผมและช่างภาพยังได้เห็นนักข่าวชาวยูเครนคนหนึ่งร้องไห้แบบจริงจังหลังได้ ฟังเพลงชาติอีกด้วย เป็นพลังที่เหลือเฟือจริงๆสำหรับเจ้าภาพ ซ้ำยังมีสื่อยูเครนรายหนึ่งร่ำไห้ระหว่างร่วมร่วงเพลงชาติให้เห็นอีก มาที่นี่อะไรที่ไม่เคยเห็นได้เห็นแทบทุกอย่างจริงๆแฮะ ซ้ำร้ายก่อนเกมเริ่มฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เล่นไปไม่กี่นาทีผู้ชมก็พากันวิ่งหลบฝนกันอลหม่าน ผู้ตัดสินเป่าหยุดเกมไว้ชั่วคราว และใช้เวลาร่วมชั่วโมงเพื่อรอให้ฝนซาและเคลียร์สนามเพื่อลงเล่นกันต่อ
ทันทีที่เกมเริ่มทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด ฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยนักเตะหนุ่มและฝีเท้าจัดจ้าน เดินเกมบดเข้าใส่เจ้าภาพอย่างเต็มกำลัง ส่วนยูเครนก็ไม่ได้มาเน้นรับ พยายามเปิดเกมแลกหมัด แต่การผ่านบอลยังขาดๆ เกินๆ ทำให้ขึ้นเกมได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกตัดบอล ผิดกับทีมน้ำหอมที่เดินเกมได้ดุดันและต่อเนื่องกว่า แต่โอกาสที่ชัดเจนเป็นของเจ้าภาพก่อน อังเด เชฟเชนโก้ หลุดกับดักล้ำหน้าดึงบอลลงอย่างนิ่มนวลบริเวณในกรอบเขตโทษด้นซ้าย ก่อนกดเปรี้ยงด้วยขวาเต็มข้อ แต่ถูก อูโก้ โยริส นายทวารกัปตันทีมตราไก่เซฟได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจบครึ่งแรกแบบไม่มีประตู
เริ่มเกมมาในครึ่งหลังกลายเป็นเกมแบบวันเวย์ครับ ชั้นบอลเริ่มห่างกันตามประสาเกมลูกหนัง ที่เรื่องแบบนี้ มักจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อเกมผ่านไปสักครึ่งทาง ฝรั่งเศสที่ต่อบอลได้ไหลลื่นกว่า และรอเพียงโอกาสจบสกอร์มาตั้งแต่ครึ่งแรกก็ทำประตูขึ้นนำสำเร็จจากความสามารถของ เฌเรมี่ เมเนซ ที่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมนี้ หลังจากนั้นไม่นาน โยฮัน กาบาย ก็มาซัดประตูให้ทีมหนีห่างเป็น 2-0 จากนั้นเลส์ เบลอส์ ก็เล่นสบายเลยครับ ประคองเกมไปจนสิ้นเสียงนกหวีดยาวจบการแข่งขันด้วยสกอร์ดังกล่าว
หลังจากนั้นก็ดูเกมถ่ายทอดสดคู่ระหว่างอังกฤษ กับ สวีเดนผ่านทางโทรทัศน์ ซึ่งผลก็คือสิงโตคำรามส่งขุนพลไวกิ้งกลับบ้านอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว ทำให้โควตาการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เหลือ 3 ทีม คือ ฝรั่งเศส กับ อังกฤษ ที่มีคนละ 4 คะแนนเท่ากัน และยูเครน ที่มี 3 คะแนน ซึ่งนัดสุดท้ายของกลุ่มนี้ คือการพบกันระหว่างทีมเจ้าภาพกับ อังกฤษ ส่วนฝรั่งเศสจะพบกับสวีเดน ซึ่งผมขอไม่อธิบายเงื่อนไขแล้วกันนะครับว่า ถาทีมใดจะต้องเข้ารอบต้องทำอย่างไร แต่ถ้าไก่กับสิงโตเข้าวิน แฟนๆทั่วโลกและในประเทศไทยก็คงจะดีใจที่ได้เห็นทีมใหญ่พากันเข้ารอบไปสานต่อ ความมันส์ของรายการนี้
แต่ปริศนาที่ยังสงสัยคือไอ้เรื่องที่เจ้าภาพจะกระเด็นตกรอบแรกนี่สิ อารมณ์ของเจ้าถิ่นจะเป็นอย่างไร จะมีเรื่องร้ายๆ ให้เห็นหรือไม่ แล้วชีวิตอีกกว่าครึ่งเดือนของพวกเราจะเป็นอย่างไร เพราะแค่หลังเกมตอนเดินกลับที่พัก รถที่เคยเบรกให้ข้ามถนนตามทางม้าลาย กลับเบิ้ลเครื่องใส่ บ้างก็กระทืบคันเร่งพุ่งใส่แบบไม่ยอมให้ข้ามซะอย่างนั้น แถมผู้คนยังมองเราด้วยสายตาหาเรื่องอีกด้วย ไอ้เราก็ไม่ได้ไปทำอะไรให้ซะหน่อย เฮ้อ....
คิดแล้วอยากป่วยสักครี่งเดือน
คอลัมน์อื่น ๆ