ไม่ว่าเป็นความตั้งใจตั้งแต่แรก
หรือเพราะทนต่อกระแสเรียกร้องไม่ไหว
ที่สุดแล้วการตัดสินใจของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ในการส่งกองหน้าตัวเป้าอย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมพบกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ กลายเป็นเรื่องถูกต้อง
จากนัดแรกที่เสมอกับอิตาลี 1-1 นายใหญ่ทีมกระทิงดุถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการจัดทีม
แผนการเล่นแบบ ''ฟัลโซ่ นวยเบ้'' หรือไม่มีกองหน้าตัวเป้าธรรมชาติ ไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับแฟนบอล แม้ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือแผนการเล่นอันยอดเยี่ยม เนื่องจากสามารถกดดันแนวรับคู่แข่งในช่วงต้น
จนกระทั่งเข้าสู่ช่วง 20 นาทีสุดท้าย จึงส่งกองหน้าอย่าง ตอร์เรส ลงไปป่วนกองหลัง
ดูเหมือนจะได้ผลดีด้วยซ้ำ ในเมื่อดาวยิงจากเชลซีมีโอกาสหลุดไปยิงประตูถึง 3 ครั้ง 3 ครา เพียงแค่ไม่อาจส่งลูกบอลผ่านมือ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ในนัดนั้นได้ จนโดนค่อนแขะถึงเรื่องความมั่นใจที่มี
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปในนัดพบทีมยักษ์เขียว
ยังไม่แน่นอนแต่อย่างใดถึงการผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ของทีมกระทิงดุ แต่ที่ชัดเจนแจ่มแจ้งคือการกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้งของตอร์เรส คนที่พร้อมฝากความหวังในการยิงประตู
เอล นินโญ่ ที่เจอฤดูกาลอันไม่สวยหรูกับเชลซี กลายเป็นเจ้าของสถิติยิงประตูเร็วที่สุดในรอบสุดท้ายศึกยูโร
เขาใช้เวลาแค่ 3 นาที กับ 22 วินาที ในการซัดประตูเบิกร่อง ซึ่งลูกนี้ต้องชมความขยันในการเข้าแย่งบอลจากกองหลัง พร้อมทั้งการใช้ความเร็วในการหาพื้นที่ จนปิดท้ายด้วยการจบสกอร์อันคมกริบ
ฮีโร่จากเวียนนา ผู้ยิงประตูชัยให้สเปน คว้าแชมป์ยุโรปเมื่อ 4 ปีก่อน เคยพบกับความปวดร้าวในฟุตบอลที่แอฟริกาใต้
แม้ครั้งนั้นเขาอยู่ในทีม ทว่าฟอร์มการเล่นเมื่อรับโอกาสลงสนามไม่ดีเสียเลย เช่นเดียวกันกับผลงานระดับสโมสร ที่เมื่อย้ายจากลิเวอร์พูลมาร่วมทีมเชลซี ฟอร์มการเล่นเก่าๆ กลับหดหายไป
กระนั้น เดล บอสเก้ ก็เหมือนแฟนบอลทั่วๆ ไปในสเปน ที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวนักเตะคนนี้
อย่างที่บอกครับ ก่อนหน้านี้ตอร์เรสขาดความมั่นใจพอสมควรในระดับสโมสร ดังนั้นการแก้ปัญหาคือการควานหาประตูให้ได้ แล้วถ้าสถานการณ์ยังเป็นเหมือนเล่นกับเชลซี ทุกอย่างคงเหมือนเดิม
เมื่อไม่ได้ลงเล่น ย่อมไม่มีทางยิงประตูได้
เดล บอสเก้ สามารถเปลี่ยนแปลงทรรศนคติของตอร์เรสไปอย่างสิ้นเชิงก่อนถึงทัวร์นาเมนต์นี้ เมื่อตัดสินใจไม่เลือกดาวยิงหน้าเด็กติดทีมในเกมอุ่นเครื่องกับเวเนซุเอลา ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นี่เป็นการส่งสารเตือน เพื่อให้ตอร์เรสรับรู้ถึงสถานการณ์ของตัวเองในทีม ลา โรฆ่า
ที่สุดแล้วด้วยฟอร์มการเล่นอันกระเตื้องขึ้นกับเชลซี บวกกับการขาดหายไปของ ดาบิด บีย่า ส่งให้ตอร์เรสกลายเป็นความหวังอันดับหนึ่งในแดนหน้าเหนือกว่า เฟร์นานโด ยอเรนเต้, อัลบาโร่ เนเกรโด้ และ เปโดร โรดริเกซ
หากประตูแรกของเกมกับไอร์แลนด์แสดงให้เห็นถึงความขยัน
ประตูที่ 2 ของตัวเขาเองแสดงถึงการหาที่ว่าง เพื่อประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม เมื่อ อันเดรส อิเนียสต้า ตัดบอกจากแดนกลาง แล้วต่อให้ ดาบิด ซิลบา ไหลมายังตอร์เรส ใช่สปีดพาบอลหลุดเดี่ยว
เขามีเวลามากพอในการเลือกใช้เท้าขวาข้างถนัดแปบอลสวนตัว เชย์ กิฟเว่น ตุงตาข่าย
น่าเสียดายในระบบการเล่นแบบทัวร์นาเมนต์ เดล บอสเก้ จำเป็นต้องถอดตอร์เรสออกจากสนามเพื่อรักษาความฟิต จนพลาดการทำแฮตทริกในนัดนี้ กระนั้นจากสถิติยิง 5 ครั้ง เข้ากรอบ 4 ครั้ง เปลี่ยนเป็น 2 ประตู
เพียงพอสำหรับตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์
นอกจากนั้นแล้ว 2 ประตูที่ยิงได้ ช่วยให้ตอร์เรสขยับแซงหน้า เฟร์นานโด เอียร์โร่ ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ตารางดาวซัลโวตลอดกาลของทีมกระทิงดุ ด้วยจำนวน 30 ประตู จาก 95 นัด เป็นรองแค่ ราอูล กอนซาเลซ และ บีย่า เท่านั้น
สถิติดังกล่าวคงไม่สำคัญเท่ากับการช่วยทีม อันมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การป้องกันแชมป์
ในเมื่อตอร์เรสกลับมาเป็นคนเดิมแบบนี้ โอกาสที่จะสำเร็จก็มีมากยิ่งขึ้น หรือไม่จริง?
''เอล นินโญ่''