| 15/06/2012 19:28:12 น. |

ทีมยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะวงการไหนก็ตาม ต่างพบเจอความกดดันเป็นเรื่องธรรมดา เช่น ต้องประสบความสำเร็จ คว้าชัยทุกนัด หรือชนะคู่แข่งให้มากสุด แต่ธรรมชาติคือทุกคนผิดพลาดได้ และหลายประเทศเคยผ่านช่วงล้มเหลวในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาแล้วทั้งสิ้น
ศึกยูโร 1960 สหภาพโซเวียต ก็ล้มรองแชมป์โลก 1954 ตั้งแต่รอบแรก ก่อนได้เป็นแชมป์
นับตั้งแต่ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งแรก เมื่อปี 1960 สมัยที่ยังไม่มีการแบ่งกลุ่ม รอบแรกเป็นการเตะเหย้า-เยือน คราวนั้นยักษ์ใหญ่อย่าง ฮังการี เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 1952 และรองแชมป์ฟุตบอลโลก 1954 ก็ต้องตกรอบแรก เพราะพ่าย สหภาพโซเวียต ทั้ง 2 นัด 1-3 กับ 0-1 ต่อมา สหภาพโซเวียต กลายเป็นแชมป์ยุโรปทีมแรก ขณะ ฮังการี กลับมาได้อันดับ 3 ใน ยูโร 1964 การแข่งขัน ยูโร 1964 คือทัวร์นาเมนต์ที่รอบสุดท้ายมีแค่ 4 ทีม รอบก่อนหน้านั้นแข่งแบบเหย้า-เยือน อังกฤษ ตกรอบคัดเลือก หลังรวมผล 2 เกม แพ้ ฝรั่งเศส 11 กับ 25 แต่ 2 ปีต่อมา ''สิงโตคำราม'' กลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก อีกทีมที่ร่วงตั้งรอบคัดเลือก ยูโร 1964 คือ เชโกสโลวาเกีย รองแชมป์ฟุตบอลโลก 1962 และอันดับ 3 ยูโร 1960 ซึ่งพ่าย เยอรมันตะวันออก หลังรวมผล 2 เกม 1-2 กับ 1-1 รอบสุดท้ายยูโร ยังมีแค่ 4 ทีมจนกระทั่งปี 1980
สเปน คว้าแชมป์ ยูโร 1964 แต่ 4 ปีต่อมาตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย
ยูโร 1968 เชโกสโลวาเกีย, เยอรมันตะวันตก แชมป์ฟุตบอลโลก 1954 กับ สวีเดน รองแชมป์ฟุตบอลโลก 1958 ตกรอบคัดเลือกที่มีการแบ่งกลุ่ม ส่วน สเปน แชมป์เก่า พลาดในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งเตะแบบเหย้า-เยือน เพราะแพ้ อังกฤษ 0-1 กับ 1-2 นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ เยอรมันตะวันตก/เยอรมัน ไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลรายการใหญ่ ส่วน อิตาลี ได้แชมป์คราวนั้น ทั้งๆเพิ่งเข้ารอบสุดท้ายครั้งแรก พอปี 1972 สเปน แชมป์ ยูโร 1964 ตกรอบคัดเลือก พอมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย อิตาลี พ่าย เบลเยียม หลังรวมผล 2 เกม 0-0 กับ 1-2 แชมป์ก็คือ เยอรมันตะวันตก ซึ่ง 4 ปีก่อนตกรอบคัดเลือกนั่นเอง ถัดมา ยูโร 1976 อังกฤษ, อิตาลี ไม่ผ่านรอบคัดเลือก รอบ 8 ทีมสุดท้าย เบลเยียม อันดับ 3 เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านั้น โดน ฮอลแลนด์ รองแชมป์ฟุตบอลโลก 1974 ถล่ม 50 และ 21 แต่รอบต่อมา ''อัศวินสีส้ม'' ก็ถูก เชโกสโลวาเกีย เชือด 3-1 หลังต่อเวลา ก่อนซิวแชมป์ไปครองในท้ายที่สุด
เยอรมัน ไปเตะ ยูโร 2000 ในฐานะแชมป์เก่า แต่กลับตกรอบแรก
ยูโร 1980 รอบสุดท้ายมี 8 ทีม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ฮอลแลนด์ อันดับ 3 เมื่อ 4 ปีก่อน ตกรอบนี้พร้อม อังกฤษ และ สเปน ผลแข่งขันที่เหลือเชื่อคือ ''กระทิงดุ'' พ่าย เบลเยียม 1-2 ฝ่ายหลังทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศเลยด้วยซ้ำ ก่อนสิ้นฤทธิ์เพราะแพ้ เยอรมันตะวันตก พอถึง ยูโร 1984 ''อินทรีเหล็ก'' รองแชมป์ฟุตบอลโลก 1982 ตกรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเสมอ โปรตุเกส ซึ่งไม่เคยเข้ารอบรายการใหญ่ 18 ปี แบบโนสกอร์ เบลเยียม ไม่ผ่านรอบนี้เหมือนกัน หลังแพ้ เดนมาร์ก ที่เพิ่งเข้ารอบสุดท้ายรายการนี้ครั้งแรกในรอบ 20 ปี ด้วยสกอร์ 2-3 ถึง ยูโร 1988 ก็มียักษ์ใหญ่ตกรอบอีก เมื่อ สเปน รองแชมป์เก่า ตกรอบแรก ขณะ อังกฤษ ตกรอบเพราะพ่ายทั้ง 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงแมตช์เจอ ไอร์แลนด์ ซึ่งเพิ่งเข้ารอบสุดท้ายรายการใหญ่หนแรกในประวัติศาสตร์ ส่วน ฝรั่งเศส แชมป์เก่า ไม่ผ่านรอบคัดเลือกด้วยซ้ำ
ฝรั่งเศส เป็นรองแชมป์โลก 2006 แต่พอถึง ยูโร 2008 พวกเขาก็ไม่ผ่านรอบแรกเช่นกัน
อังกฤษ กับ ฝรั่งเศส ยังตกรอบแบ่งกลุ่ม ยูโร 1992 โดยไม่ชนะใครเหมือนกันทั้งคู่ เพื่อนร่วมกลุ่มคือ เดนมาร์ก ที่เข้ารอบในฐานะมวยแทน พวกเขาไม่ใข่ยักษ์ใหญ่ ไม่มีใครคิดว่าจะไปได้ไกล จึงไม่มีความกดดัน แล้วเป็นฝ่ายคว้าแชมป์กลับบ้าน ถึงยูโร 1996 รอบแรกเพิ่มเป็น 16 ทีม แต่ไม่ได้หมายความว่าเพิ่มโอกาสให้ยักษ์ใหญ่ผ่านไปกันง่ายๆ อิตาลี เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะโดนเขี่ยตกรอบหลังพ่าย สาธารณรัฐเช็ก 1-2 ทั้งๆฝ่ายหลังเพิ่งแยกตัวจาก เชโกสโลวาเกีย เพียง 4 ปี แม้กระทั่ง บัลแกเรีย ซึ่งซิวอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 1994 หรือ เดนมาร์ก แชมป์เก่า ก็ยังเอาตัวไม่รอดเช่นกัน ยูโร 2000 เยอรมัน แชมป์เก่า เดี้ยงตั้งแต่รอบแรก เพราะไม่ชนะใครเลย อังกฤษ กับ สาธารณรัฐเช็ก ก็คว้าชัยทีมละ 1 เกม ยูโร 2004 สเปน, อิตาลี และ เยอรมัน ไม่พ้นรอบแบ่งกลุ่ม กรีซ ไร้ความกดดัน เล่นแบบตีหัวเข้าบ้าน สไตล์ไม่สวยงาม เพราะความสามารถมีจำกัด แต่เป็นแชมป์ได้
อิตาลี ต้องไม่พลาดในนัดสุดท้าย ไม่เช่นนั้นการโบกมือขอบคุณ จะกลายเป็นโบกมืออำลา
ยูโร 2008 สเปน คว้าแชมป์แบบไม่แพ้ใครตลอดทัวร์นาเมนต์ เป็นทีมที่ 2 นับตั้งแต่ เยอรมัน ปี 2006 และชนะรวดทุกนัดเหมือน ฝรั่งเศส ปี 1984 ทั้งๆไม่เคยประสบความสำเร็จมานาน 44 ปี ขณะตัวเต็งอย่าง ฝรั่งเศส รองแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ตกรอบแรกแบบไม่ชนะใคร มาถึง ยูโร 2012 รองแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 ก็มีโอกาสเดินตามรอยทีม ''ตราไก่'' หากแมตช์สุดท้ายเก็บ 3 คะแนนจาก โปรตุเกส ไม่สำเร็จ แต่นอกจาก ฮอลแลนด์ ตัวเต็งอีกหลายทีมต่างอยู่ในภาวะเสี่ยงเช่นกัน แม้แต่ โปแลนด์ เจ้าภาพร่วม ไล่ไปจนถึง อิตาลี, เยอรมัน, โปรตุเกส กับ สเปน ตอนนี้ทุกชาติยังคงมีโอกาสตกรอบเหมือนกัน ต่อให้มีนักเตะฝีเท้าดี ฟอร์มการเล่นโดดเด่นแค่ไหน แต่ถ้าพลาดแมตช์สุดท้าย ก็ต้องตกรอบเหมือนกัน แถมคราวนี้อาจมียักษ์ใหญ่มากกว่า 1 ทีมด้วยซ้ำ ที่หมดโอกาสลงสนามในรอบก่อนรองชนะเลิศ
หวังว่าแฟนบอล ฮอลแลนด์ คงไม่ต้องเซ็งแบบนี้อีกหลังจบเกมกับ โปรตุเกส
มาตรฐานลูกหนังสมัยนี้เปลี่ยนไป ไม่มีใครสามารถผูกขาดความสำเร็จได้อีก ถ้าไม่เก่งจริง หรือทำผลงานดีในช่วงเวลาที่เหมาะสม กองหน้าดี แต่เกมรับแย่ หรือ แผงรับเหนียว แต่แนวรุกห่วย ก็อาจได้ผลลัพธ์เท่ากัน เพราะการเตะทัวร์นาเมนต์ ต้องเล่นให้ดีทุกตำแหน่ง ไม่ถึงขนาดยอดเยี่ยม แต่ควรผิดพลาดน้อยที่สุด เพราะความผิดพลาดครั้งเดียว มีสิทธิ์ส่งผลให้แพ้ในเกมนั้น และพ่ายเพียงแค่ 1 เกม หรืออาจไม่เคยเสียท่าให้ใครเลย ก็ใช่ว่าจะเข้ารอบเสมอไป แม้แต่การพังตาข่ายสำเร็จ 1 ครั้ง หรือทำสกอร์ไม่ได้ มีค่าต่างกันไกล หากถึงเวลานับผลต่างประตู หรือดูว่าใครยิงมากกว่า เพื่อหาทีมเข้ารอบ คู่แข่งอย่าง เดนมาร์ก หรือ กรีซ ที่ถูกมองตั้งแต่แรกว่าคงเป็นบ๊วยกลุ่ม พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมเป็นตัวแปรเสมอ ถ้าไม่สามารถเอาชนะได้เวลาพบกัน แถมอาจโดนพวกเขาแย่งโควตาในรอบ 2 ไปครองอีกต่างหาก
จากนี้จึงเป็นเวลาพิสูจน์ตัวเอง ของบรรดาตัวเต็งแล้วว่าคู่ควรต่อการเข้ารอบ หรือจะต้องกลับบ้านก่อนใคร และเรามาดูกันว่ายักษ์ใหญ่ทีมไหน คือผู้ผิดหวังรายแรกของทัวร์นาเมนต์

| Recommend on Google |