ชีวิตที่ยูเครนยังคงดำเนินต่อไป และได้เดินทางจากเมืองกรุงอย่างเคียฟถึงสองต่อแล้ว จากเคียฟ ถึงคาร์คิฟ และจากคาร์คิฟ ถึงโดเนตส์ค
แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานเป็นมัคคุเทศก์เพื่อนำผู้คนหลายสิบหลายร้อยท่องเที่ยวอย่างที่เรียนจบมา แต่อย่างน้อยๆ เวลานี้การเดินทางของผมก็มีทุกท่านที่เปิด นสพ. ฉบับนี้ และผู้ชมทุกท่านที่ติดตามช่อง สตาร์ซอคเก้อร์ทีวี ทรูวิชั่นส์ 75 อยู่ ได้ร่วมผจญภัยไปกับผม ซึ่งมันก็อยู่ที่ว่า ผมจะนำเสนอเรื่องราวการเดินทางของผมผ่านทางตัวอักษรและทางสื่อโทรทัศน์ได้ดีเพียงใด
ผมและทีมงานยังคงอยู่ในกรุงโดเนตส์ค เมืองที่สื่อหลายรายเริ่มคิดถึงเคียฟ เนื่องด้วยสิ่งก่อสร้างและบ้านเมืองที่ดูโทรมกว่าอย่างเห็นได้ชัด และอากาศที่ค่อนข้างร้อน จะมีสิ่งที่โดดเด่นก็เพียงสนามดอนบาส อารีน่า ความภาคภูมิใจของแฟนบอลชาวโดเนตส์ค ที่ได้รับการขนานนามว่าทันสมัยที่สุดและสวยงามที่สุดในศึกยูโรครั้งนี้ แต่จะว่าไป อาจจะมีอะไรที่ดีกว่านี้ก็เป็นได้ เพียงแต่เราเดินทางมาเพื่อเรื่องของฟุตบอลเป็นหลัก แต่ก็สนใจในเรื่องอื่นๆ อยู่เหมือนกัน และที่สำคัญที่สุด คือหนึ่งในเกมคู่หยุดโลก ระหว่างอังกฤษ กับ ฝรั่งเศส นั่นเอง
แม้ทั้งสองชาติจะไม่ใช่ทีมเต็งของรายการนี้ ซ้ำยังถูกมองเป็นม้านอกสายตา เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่ทีมใหญ่อีกต่อไปเมื่อมองจากความเป็นจริงและนำไปเปรียบเทียบกับทีมอย่าง สเปน, เยอรมัน และ ฮอลแลนด์ แต่ด้วยศักดิ์ศรีเก่าๆ ของฝรั่งเศส และความยิ่งใหญ่ของพรีเมียร์ลีก ทำให้เกมคู่นี้ ยังคงน่าสนใจยิ่งกว่าการพบกันของบรรดาทีมเต็งอยู่เสมอในสายตาของสื่อและแฟนบอลส่วนใหญ่
ก่อนเกมจะเริ่มขึ้นในอีก 15 นาที ผมและทีมงานจึงรีบวิ่งตาลีตาเหลือกกันเข้าไปในสนามดอนบาส อารีน่า ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบัตรที่ได้มาต้องเข้าทางประตูไหน เนื่องด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ดูเกมคู่นี้นั่นเอง และด้วยความที่ จนท. ของสนามสปีกอิงลิชไม่แข็งแรง ทำให้ผมเกือบได้นั่งชมเกมใกล้ๆ กับ สจ๊วร์ต เพียร์ซ ซะแล้ว เนื่องจากเขาชี้ที่นั่งและแถวให้เราผิดที่ แหม...มันน่าทำตัวมั่วนิ่มเสียจริง จะได้นั่งใกล้ๆ บุคคลสำคัญของอังกฤษซะหน่อย
ทางผู้จัดการแข่งขันเหมือนทำทุกอย่างเพื่อบิวท์อารมณ์ผู้ชมในเกมนี้โดยเฉพาะ เพราะทั้งพิธีเปิดของสนาม พิธีกรในสนาม และเพลงที่ใช้ ล้วนชวนทำให้รู้สึกอินไปกับบรรยากาศอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่ตอนเขี่ยบอล ที่มีการนับถอยหลังก่อนเสียงนกหวีดดังอีกด้วย บรรยากาศชวนขนลุกและพาให้นั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ ครับ
เมื่อเกมเริ่มขึ้น อังกฤษที่ในเกมนี้ปราศจาก เวย์น รูนี่ย์ ที่ติดโทษแบนเป็นจำนวน 2 เกม ใช้ แดนนี่ เวลเบ็ค เป็นหัวหอกตัวเป้า ส่วนแดนกลางนำทัพนำโดย สตีเว่น เจอร์ราร์ด กัปตันทีม พร้อมให้โอกาส อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด- แชมเบอร์เลน ปีกดาวรุ่งจากอาร์เซน่อล ลงเล่นทางกราบซ้าย ส่วนทางขวาเป็นพื้นที่ของ เจมส์ มิลเนอร์ ขณะที่ตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟใช้ โจลีออน เลสค็อตต์ กับ จอห์น เทอร์รี่
ส่วนฝรั่งเศสนำทัพแนวรุกโดย คาริม เบนเซม่า หัวหอกหมายเลขหนึ่งของทีมจาก เรอัล มาดริด, ฟร้องค์ ริเบรี่, โยอัน กาบาย และ ฟลอร็องต์ มาลูด้า ซึ่งเมื่อเกมเริ่มก็เห็นได้ชัดว่า ทีมสิงโตคำรามเล่นตามแท็กติกที่ โลร็องต์ บล็องก์ คาดไว้จริงๆ ครับ (มีในฉบับที่แล้ว) คือไม่ผลีผลาม ยินดีที่จะครองเกมน้อยกว่า และถอยแนวรับลงไปเล่นกันค่อนข้างลึก ขณะที่ฝรั่งเศสครองบอลบุกเข้าใส่มากกว่าตามสไตล์ทีมพลังหนุ่ม
ตอนอังกฤษได้ประตูขึ้นนำจาก โจลีออน เลสคอตต์ แฟนๆ อังกฤษที่มีมากกว่าเฮกันสนามแทบแตก ทว่าก็ต้องเงียบกริบในช่วงท้ายครึ่งแรกหลังถูกตีเสมอจากความยอดเยี่ยมของ ซามีร์ นาสรี่ ขณะที่เกมในครึ่งหลัง ฝรั่งเศสเล่นได้ดีกว่าอย่างชัดเจน ครองบอลและบุกเข้าใส่มากกว่า ขณะที่อังกฤษรอสวนกลับบ้างเป็นระยะ แต่ก็ทำอะไรกันไม่ได้และเสมอกันไป 1-1 ซึ่งหลังจบเกม หลายคนอาจมองว่า อังกฤษเล่นได้ห่วยแตกเหมือนที่ผ่านมาเมื่อเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ เล่นชวนให้แฟนบอลอึดอัดตามเคย
แต่สำหรับผม ผมคิดว่าพวกเขาไม่ได้เล่นให้พวกคุณอึดอัดนะครับ แต่จงใจเล่นให้ฝรั่งเศสอึดอัดมากกว่า เพราะ รอย ฮ็อดจ์สัน อาจรู้ดีว่า ฝรั่งเศสไม่ชอบคู่แข่งที่เล่นแบบรัดกุม แต่ชอบทีมที่เปิดเกมบุกเข้าใส่ เพราะมีตัวทีเด็ดในการเล่นเกมโต้กลับหลายคน ซึ่งเรื่องนี้ พี่หมวย ''มาเฟียรี่'' ก็เป็นคนที่ยืนยันกับผมเอง จึงไม่แปลกที่การแถลงข่าวก่อนเกม บล็องก์ จะเปิดฉากยั่วให้อังกฤษเปิดเกมรุกเข้าใส่ แต่อังกฤษไม่หลงกล จึงยั่วยวนทีมตราไก่ด้วยการเล่นแบบชวนทะเลาะไปจนจบเกม ดังนั้นในความคิดของผม ผมคิดว่าอังกฤษเล่นได้ดีในเกมนี้ และฮ็อดจ์สัน ก็ทำทีมตามศักยภาพที่มี ไม่ได้หลงระเริงไปตามแฟนบอลว่าอังกฤษเหนือกว่าทุกทีม และผลเสมอในเกมนี้ก็ถือว่าไม่เสียหาย
แต่ใจและกึ๋นของ ฮ็อดจ์สัน มันอยู่ที่ว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องตกเป็นรองด้วยการตามหลัง จะกล้าแลกเพื่อทวงประตูคืนหรือไม่ และเกมรุกที่เปิดเต็มสูบนั้น มีความสร้างสรรค์เพียงใด ซึ่งจากนี้ไป เราจะได้รู้กัน

เป้ง เกาะเกร็ด