| 12/06/2012 14:23:10 น. |

นอกจาก สเปน-อิตาลี, ฝรั่งเศส-อังกฤษ ก็น่าจะเป็น เยอรมัน-ฮอลแลนด์ คงเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่หลายคนอดใจรอชม เพราะนอกจากเป็นการเจอกันของ 2 ทีมใหญ่ และ 2 ตัวเต็งในรอบแรก พวกเขาก็คือคู่รักคู่แค้นซึ่งเจอกันเมื่อไหร่ก็ไม่มีวันยอมกันง่ายๆ
เพียงหนึ่งประตูที่ ฮอลแลนด์ เสียในนัดแรก ก็อาจมีผลต่อการเข้ารอบสองของพวกเขา
ที่สำคัญพวกเขามักเจอกันตอนลงเตะรอบสุดท้ายรายการใหญ่ๆอยู่เสมอ ทั้งนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1974 หรือเกมตัดเชือก ยูโร 1988 โดยเฉพาะศึกลูกหนังชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ต่างเคยทำให้อีกฝ่ายช้ำใจกันมาแล้ว ครั้งแรกคือปี 1980 เยอรมัน อยู่กลุ่มเดียวกับ ฮอลแลนด์ และชนะ 3-2 ด้วยการทำแฮ็ตทริกของ เคล้าส์ อัลลอฟส์ มีผลให้ประเทศเพื่อนบ้านรายนี้ไม่ผ่านรอบแรก เพราะแมตช์ต่อมาทำได้แค่เสมอ เชโกสโลวาเกีย 1-1 ขณะอีกฝ่ายกลายเป็นแชมป์ในคราวนั้น แต่พอ ยูโร 1988 ''อินทรีเหล็ก'' กลับต้องถูกเขี่ยตกรอบรองฯ เพราะแพ้ 1-2 ทั้งๆตัวเองคือเจ้าภาพ ภายหลัง ''อัศวินสีส้ม'' ก็สามารถคว้าตำแหน่งแชมป์ไปครอง ยูโร 1992 เยอรมัน ถูกเชือดอีกหน 3-1 แต่ยังโชคดีที่เข้ารอบทั้งคู่ แถมแข้งเบียร์เข้าถึงรอบชิงฯ ก่อนพ่าย เดนมาร์ก ทีมซึ่งเคยปราบ ฮอลแลนด์ มาแล้วในรอบ 2 นั่นเอง
มาริโอ โกเมซ ฮีโร่ผู้ทำประตูในนัดชนะ โปรตุเกส กอดกับ โยอาคิม เลิฟ กุนซือที่เลือกส่งเขาลงสนาม
ครั้งสุดท้ายที่เจอกันในรายการใหญ่ก็คือ ยูโร 2004 ทั้งคู่อยู่กลุ่มเดียวกันเหมือนเดิม คราวนี้เสมอ 1-1 แต่ เยอรมัน ตกรอบแรก เพราะไม่ชนะอีกเลยทั้ง 2 เกมหลังจากนั้น แต่ที่หลายคนยังจดจำได้มากกว่า คือการเจอกันหนสุดท้ายในฟุตบอลโลก 1990 ซึ่ง แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ถ่มน้ำลายใส่ รูดี้ โฟลเลอร์ จนโดนไล่ออกทั้งคู่ และ ฮอลแลนด์ แพ้แมตช์นั้น 1-2 ส่วนอีกฝ่ายได้แชมป์ไปครองในเวลาต่อมา สรุปคู่นี้เจอกัน 38 ครั้ง เยอรมัน ชนะ 14 เสมอ 14 แพ้ 10 ผลต่างประตู 75-63 หนล่าสุดที่พ่าย ''อัศวินสีส้ม'' เป็นการอุ่นเครื่องในเกลเซนเคียร์เช่น ทีมดัตช์อัดเจ้าถิ่น 3-1 นักเตะยุคนั้นที่ยังเหลืออยู่ มีฝ่ายละ 1 คน ได้แก่ มิโรสลาฟ โคลเซ่ และ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท หลังจากนั้น ''อินทรีเหล็ก'' เสมอ 2 ชนะ 1 แมตช์สุดท้ายที่พบกันคือ 15 พฤศจิกายน 2011 ที่ฮัมบูร์ก และ ฮอลแลนด์ โดนยำ 3-0 จากการยิงของ โธมัส มุลเลอร์, มิโรสลาฟ โคลเซ่ กับ เมซุต โอซิล
สิ่งที่ เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ กุนซือ ฮอลแลนด์ ได้รับ คือความกดดัน แม้แต่ลูกทีมยังไม่อยากมองหน้า
แต่คราวนี้หากแพ้อีก ฮอลแลนด์ มีสิทธิ์ตกรอบสูง โดยต้องกลับมาชนะ โปรตุเกส ในแมตช์สุดท้าย แต่ดูก่อนว่า เดนมาร์ก มีแต้มจากการเตะกับ โปรตุเกส หรือเปล่า คือถ้า ''อัศวินสีส้ม'' แพ้ เยอรมัน เกมสุดท้ายพวกเขาก็ต้องชนะ โปรตุเกส แล้วลุ้นให้ ''ทีมโคนม'' พ่ายทั้งหมดทุกนัดนับจากนี้ แล้วไปวัดผลต่างประตูกัน 3 ทีม ยกเว้น เยอรมัน ส่วนการเสมอ ''อินทรีเหล็ก'' ทำให้ ฮอลแลนด์ จะมีเต็มที่แค่ 4 คะแนน ในกรณีนั้นแปลว่า โปรตุเกส ก็มีเต็มที่เพียง 3 แต้ม ทำให้ เดนมาร์ก ต้องการเสมอ เยอรมัน ก็พอแล้ว แม้จะพ่าย โปรตุเกส ก็ตาม แต่ปัญหาถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คือ โปรตุเกส จะยอมแพ้ ฮอลแลนด์ เลยหรือ ในเมื่อหากชนะ เดนมาร์ก ได้แล้ว พวกเขาก็มีโอกาสเข้ารอบเช่นกัน ส่วนกรณี ''อัศวินสีส้ม'' ชนะ เยอรมัน จะทำให้สถานการณ์กลุ่มนี้กลายเป็นงูกินหาง พูดง่ายๆคือตอนนี้นอกจากต้องพยายามคว้าชัยทุกนัด แข้งดัตช์ ยังต้องลุ้นผลคู่ โปรตุเกส-เดนมาร์ก เป็นพิเศษด้วย
หลังชนะนัดแรก ความกดดันหายไป ความมั่นใจมาแทน แทบลืมไปแล้วว่าคู่นี้เพิ่งอกหักจากแชมเปี้ยนส์ ลีก
เมื่อชะตาชีวิตไม่ได้อยู่ในมือของตนเองเต็มร้อย ทำให้ช่วงนี้นักเตะ ฮอลแลนด์ เครียดมาก นั่นกลายเป็นประเด็นให้หนังสือพิมพ์ บิลด์ ของเยอรมัน เอาไปเล่นว่ามีแค่ เยโตร วิลเลมส์ แบ๊กซ้ายวัย 18 ปี จาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น คนเดียวเท่านั้นที่ยังยิ้มได้ แล้วก็เอาภาพการซ้อมล่าสุดมาให้ชม ว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ เป็นใครก็ต้องเครียด เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนยังเริงร่าในฐานะรองแชมป์ฟุตบอลโลก ไม่กี่เดือนต่อมากลับมีโอกาสตกรอบแรกทัวร์นาเมนต์ระดับทวีป ทั้งๆก่อนแข่ง ฮอลแลนด์ ถูกมองว่ามีหลายปัจจัยที่เพียงพอต่อการคว้าแชมป์เลยด้วยซ้ำ เช่น ดาวซัลโวสูงสุด 2 ลีกใหญ่ (โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ - อังกฤษ, คลาส-แยน ฮุนเตลาร์ - เยอรมัน) ไม่นับว่าหลายคนทำผลงานโดดเด่นตลอดปี หรือความสามารถเฉพาะตัวเหลือล้น เช่น อาร์เยน ร็อบเบน, เวสลี่ย์ สไนเดอร์ รวมทั้ง ฟาน เดอร์ ฟาร์ท แต่กลายเป็นว่าแค่นัดแรกก็พ่ายให้ เดนมาร์ก ที่หลายท่านรู้จักตัวจริงไม่ถึงครึ่งทีม 0-1
มีเพียง เยโตร วิลเลมส์ เท่านั้นที่ยังครึกครื้นในการซ้อม
เกมนั้น ฮอลแลนด์ ไม่ได้แพ้เพราะจุดโทษ มีประตูปัญหา เหลือผู้เล่นน้อยกว่า หรือโดนยิงท้ายเกมอะไรเลย แต่เพราะเจาะแนวรับ เดนมาร์ก ไม่ได้ แผงหลังของพวกเขาเองต่างหากที่เล่นพลาดเสียเอง ทีมดัตช์ ยิง 28 ครั้ง เข้ากรอบแค่ 5 หน และไม่เป็นสกอร์ ขณะคู่แข่งยิง 8 เข้ากรอบ 4 และเพียง 1 ประตู ก็กลายเป็นสกอร์ตัดสินอนาคตได้เลย ขนาดท้ายเกมมีทั้ง เดิร์ค เค้าท์, ฟาน เพอร์ซี่, ฟาน เดอร์ ฟาร์ท, ร็อบเบน, สไนเดอร์ และ ฮุนเตลาร์ ตัวรุกระดับแนวหน้าของวงการทั้งนั้น แต่โดน เดนมาร์ก ตามประกบจนทำอะไรไม่ถนัด กรณี ''ทีมโคนม'' ใกล้เคียงกับ เยอรมัน พวกเขาก็โดน โปรตุเกส ไล่บี้ตลอดเกม แต่จังหวะทีเด็ดทีขาดดีกว่า ทีมเบียร์ ยิง 12 เข้ากรอบ 4 และเป็น 1 สกอร์ ขณะอีกฝ่ายซัด 11 เข้ากรอบถึง 7 หน แต่ไม่ได้ประตู ดังนั้นพวกเขาคงไม่กลัว ถ้าต้องเจอ ฮอลแลนด์ บุกเข้าใส่เหมือนเดิม เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นว่าเคยเอาตัวรอดมาแล้วนั่นเอง
เยอรมัน ก็ยังมีโอกาสตกรอบ ถ้าไม่เน้นในการเจอกับ ฮอลแลนด์ และ เดนมาร์ก
ถ้าเกมรุก ฮอลแลนด์ มี 5-6 คนนั้น เยอรมัน ก็มี มาริโอ โกเมซ, เมซุต โอซิล, ลูคัส โพดอลสกี้, โทนี่ โครส, โธมัส มุลเลอร์ บางครั้ง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ยังขึ้นมาช่วยเติมได้ แต่ประเด็นก็คือนาทีนี้ แนวรับ ''อินทรีเหล็ก'' ดูแล้วเชื่อใจได้มากกว่า มีทั้งประสบการณ์ และความแข็งแกร่ง แถมยิ่งเล่นไป แล้วเจาะ เยอรมัน ไม่เข้า ความกดดันจะอยู่กับ ฮอลแลนด์ มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับทีมเบียร์ ถึงไม่ชนะเแมตช์นี้ก็ไม่เสียหายเท่ากับอีกฝ่าย เพราะ เดนมาร์ก คู่แข่งนัดสุดท้าย ไม่หนักมากเท่ากับที่ ''อัศวินสีส้ม'' ต้องเจอ โปรตุเกส เอาแค่ผู้ที่ต้องประกบ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ นานี่ เป็นแค่ วิลเลมส์ ก็หนาวแล้ว ฮอลแลนด์ มีแนวบุกชื่อดัง แต่จุดอ่อนคือแผงรับ ไม่แก่ ก็เป็นเด็กไปเลย แถมแต่ละคนไม่ได้โชว์ฟอร์มเด่นอะไร ขณะ เยอรมัน ทั้งเกมรุก-รับไม่โดดเด่นมาก แต่เชื่อใจได้ ที่สำคัญเล่นกันเป็นทีม เข้าขากัน เพราะอายุไล่เลี่ยกันเกือบทั้งทีม มีลุง โคลเซ่ เท่านั้นที่แก่อยู่คนเดียว
โยอาคิม เลิฟ กุนซือ เยอรมัน บอกว่า "ฮอลแลนด์ อยู่ภายใต้ความกดดัน สำหรับพวกเขามันคือการอยู่รอดในทัวร์นาเมนต์ ขณะเราก็จะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้มั่นใจว่าได้เข้ารอบต่อไปแน่นอนเช่นกัน"

| Recommend on Google |