ขออนุญาตรายงานตัวกับคุณผู้อ่านอีกครั้งนะครับ...
หลังหายหัวและตัวอักษรไปจากสตาร์ซอคเก้อร์ รายวัน ในช่วงคัมแบ็กชาร์จแบตตอนปิดซีซั่นที่บ้านเกิด พร้อมถือโอกาสเยี่ยมเยือนเสวนากับคนที่เรารักและรักเราไปในตัวด้วย
2 สัปดาห์นิดๆ ผ่านไปไวราวกับโกหก และเผลอแป๊บเดียวก็กลับมาประจำการในกรุงลอนดอนตามเดิม เพื่อทันรอรับมือกับมหกรรมลูกหนังยูโร 2012 ที่มีแต่คนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเหล่าอิงลิชชนที่เฝ้ารอและถวิลหาบัลลังก์เจ้ายุโรปสมัยแรกมาเนิ่นนาน
แล้วเพื่อให้อินเทรนด์กับกระแสโรคระบาดของศึกประลองเจ้ายุโรปหนนี้ ผมก็เลยกระชากอารมณ์เปลี่ยนหัวคอลัมน์ใหม่เป็น ''ยูโร เอนจอย'' แทนที่ของ ''วัน แมน โกล'' และหวังว่าทุกท่านคงจะสนุกสุขสันต์ไปด้วยกันตลอดเกือบๆ 1 เดือนข้างหน้า
โดยคอนเซปต์หลักๆ ก็หนีไม่พ้นการกอบโกยประเด็นร้อนของ ''ทีมชาติอังกฤษ'' มานำเสนอด้วยแง่มุมต่างๆ ในฐานะที่กำลังหายใจอยู่บนอาณาจักรของพวกเขาอยู่
ณ แดนผู้ดี เรื่องของสัญญาณรับชมการถ่ายทอดสดไม่วุ่นวายซับซ้อนเหมือนไทยแลนด์ เพราะสามารถพึ่งพาบริการของฟรีทีวีที่มี ''บีบีซี'' กับ ''ไอทีวี'' เป็นแม่ข่ายผลัดกันมอบความบันเทิงออกจอครบถ้วนตั้งแต่ต้นยันจบ
โดยค่ายบีบีซีนั้น แพร่ภาพทั้งช่อง 1 และ 3 แถมปล่อยสัญญาณเป็น HD เสียด้วย
เดือนมิถุนายนนี้ ดูเหมือนว่าประชาชนสายเลือดผู้ดีจะสมัครสมานกลมเกลียวกันเป็นพิเศษ เพราะเพิ่งผ่านพิธีมงคล ''ไดมอนด์ จูบิลี'' ฉลองการครองราชบัลลังก์ครบ 60 ปี ของพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่อลังการไปสดๆ ร้อนๆ โดยตามบ้านต่างล้วนเอา ''ธงยูเนี่ยน แจ็ค'' สีแดง, น้ำเงิน, ขาว และ ''ธงเซนต์ จอร์จ'' สีแดง-ขาว มาประดับประดาตามรั้วรอบขอบชิด และยังไม่ถอดออก เพราะถือโอกาสเปิดตัวแสดงความสนับสนุนทีมชาติอังกฤษ ในยูโร 2012 ไปในตัวอีกด้วย
ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเต็งอะไร เมื่อทัวร์นาเมนต์สำคัญมาถึง ประเทศต้นแบบฟุตบอลอังกฤษก็ไม่เคยลดราวาศอก
ให้กับชาติไหนๆ โดยเฉพาะกองทัพสื่อมวลชนที่ปูพรมเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทุกสำนัก ซึ่งส่งแกนหลักไปเลาะแคมป์สิงโตคำรามอยู่ที่คราคอฟ ประเทศโปแลนด์ และเตรียมข้ามพรมแดนสะกดรอยทรี ไลออนส์ ทั้ง 3 นัดในรอบแรกที่ยูเครน
อาการบาดเจ็บกลายเป็นเพื่อนสนิทของทีมชาติอังกฤษ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการถอนตัวของ 4 แข้งอย่าง จอห์น รัดดี้, แกเร็ธ แบร์รี่, แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ แกรี่ เคฮิลล์ แล้ว แอชลี่ย์ โคล แบ็กซ้ายตัวจริงก็ดันมาปวดท้อง จนต้องลุ้นระทึกว่าจะฟิตทันบู๊แข้งฝรั่งเศส ในแมตช์สตาร์ต กลุ่ม ดี วันจันทร์ที่จะถึงนี้หรือไม่
นอกจากนี้ จอห์น เทอร์รี่ อดีตกัปตันทีมก็ยังเสียวแปล๊บแถวๆ เอ็นหลังหัวเข่าที่ได้รับจากเกมอุ่นแข้งกับ เบลเยียม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ด้าน สกอตต์ พาร์เกอร์ ห้องเครื่องจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ก็โดนโรคเดี้ยงบริเวณเอ็นร้อยหวายตามราวีไม่ห่าง และมันก็เปรียบเสมือนเสี้ยนหนามที่เจ้าตัวต้องการกำจัดไปให้พ้นๆ เพื่อโอกาสสัมผัสบรรยากาศในฟุตบอลรายการใหญ่ครั้งแรกในชีวิต
ขณะที่รุ่นน้องร่วมทัพสิงโตอย่าง เวย์น รูนี่ย์ ดาวยิงวัย 26 ปี ผ่านสมรภูมิระดับเมเจอร์มาอื้อซ่าไล่ตั้งแต่ ยูโร 2004, เวิลด์ คัพ 2006 และ 2010 ''พาร์เกอร์'' กลับไม่เคยสัมผัสบรรยากาศน่าตื่นตาตื่นใจแบบนั้นเลย ทั้งๆ ที่อายุ 31 เข้าให้แล้ว
อดีตมิดฟิลด์ของชาร์ลตัน แอธเลติก, นอริช ซิตี้, เชลซี และนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ติดธงทรี ไลออนส์ มาแล้ว 13 หน แต่เพิ่งมาได้น้ำได้เนื้อช่วงหลัง ซึ่งบทบาทกองกลางตัวรับก็ถือว่ามีอิทธิพลสูงส่งต่อการลุ้นความสำเร็จในหลายๆ ทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมา
เพราะสังเกตได้ว่า ''แชมป์'' ทั้งหลายได้ดีจากการมีตัวตัดเกมชั้นยอดอยู่ในทีมแทบทั้งนั้น
กรีซ 2004 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ โดย ธีโอ ซาโกราคิส อัพเกรดจากแข้งโนเนมจนกลายมาเป็นวีรบุรุษและขุนพลเอกให้ อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล เทรนเนอร์ด๊อยท์ชลันด์ สร้างตำนานเทพนิยายกรีกแบบช็อกไปทั้งวงการ
ส่วน 4 ปีก่อน แม้ ชาบี เอร์นานเดซ จะได้รับคำซูฮกยกย่องให้เป็นแข้งประจำทัวร์นาเมนต์ของยูโร 2008 แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มาร์กอส เซนน่า คือคนที่คอยปิดทองหลังความสำเร็จของทัพกระทิงดุ และค่อยมอบมรดกให้ เซร์กี้ บุสเก็ตส์ สืบทอดในทีมชุดแชมป์เวิลด์ คัพ ทเวนตี้-เทน
เมื่อไร้เงาของแบร์รี่ ฮาล์ฟรับของแมนฯ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก ล่าสุดงานหนักก็เลยตกมาอยู่กับพาร์เกอร์แบบเต็มๆ ไม่ว่า รอย ฮ็อดจ์สัน จะเลือกใช้กุลยุทธ์ไหน หรือเอาใครมาคอยร่วมประสานงานด้วย
ในความรู้สึกของใครหลายคน ยูโร 2012 อาจเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่หวนกลับมาสู่ชีวิตอีกครั้ง
แต่สำหรับ สกอตต์ พาร์เกอร์ มันคือโอกาสทองที่เฝ้ารอมานานและจำเป็นต้องใช้สอยอย่างมีคุณภาพ เพื่อเติมเต็มและชดเชยช่วงเวลาที่หายไปแบบไร้ประโยชน์ในอดีต
* เปริมี่ *

สกอตต์ พาร์เกอร์ กำลังมีโอกาสประเดิมทัวร์นาเมนต์ใหญ่ให้อังกฤษเป็นครั้งแรกในวัย 31 ปี