หลังจากแยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตมีเพียง ฟุตบอลโลก 2006 เท่านั้นที่ ยูเครนได้มีโอกาสลงโชว์ฝีเท้าในระดับนานาชาติครั้งแรกเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งในครั้งนั้นพวกเขาทำผลงานได้ดีทะลุถึงรอบก่อนรองชนะเลิศก่อนจะไปพ่ายให้แก่อิตาลี แชมป์โลกในคราวนั้นแบบบอลคนละชั้น
กับยูโร 2012 ครั้งนี้ซึ่งถือเป็นการลงเล่นในเกมรอบสุดท้ายระดับทวีปครั้งแรกของ ยูเครน อีกเช่นกันโดยพวกเขาได้สิทธิ์ในฐานะเจ้าภาพร่วมที่ไม่ต้องไปออกแรงหวดแข้งในรอบคัดเลือกให้เมื่อยตุ้ม
แม้จะโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงในเรื่องฟอร์มการเล่นช่วงอุ่นเครื่องที่ไม่สู้ดีนักหลังจากโดนทั้ง ฝรั่งเศส และสาธารณรัฐเช็ก บอมบ์เละจนจำสภาพศพไม่ได้ 1-4 และ 0-4 จนหลายฝ่ายมองว่าทีมของ โอเล็ก บล็อคกิ้น จะไปรอดปลอดภัยในรอบสุดท้ายหรือไม่
ทว่ามีสัญญาณที่ดีออกมาหลังจากนั้นพวกเขากลับมาทำผลงานได้ดีโดยเฉพาะในเกมเจอกับ เยอรมัน ที่ยูเครน เป็นฝ่ายออกนำไปก่อน 3-1 แต่สุดท้ายก็พ่ายชั้นเชิงและประสบการณ์ของนักเตะ ''อินทรีเหล็ก'' ไม่ไหวโดนตีเสมอ 3-3
กับศึกยูโร 2012 ครั้งนี้ ยูเครนมาในฐานะเจ้าภาพร่วม ซึ่งแฟนบอลหวังอย่างยิ่งว่าทีมรักจะโชว์ผลงานได้ดีทว่าการอยู่ร่วมกลุ่มกับ ฝรั่งเศส, อังกฤษ และสวีเดน แม้จะไม่หนักหนาสาหัสหากเทียบกับกลุ่มอื่น แต่ด้วยประสบการณ์ในเกมระดับชาติที่ยังห่างกับเพื่อนร่วมสายหลายขุมทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นรองตั้งแต่ยังไม่ออกสตาร์ต
อย่างไรก็ตามการที่ยูเครนลงเล่นในฐานะเจ้าภาพเสียงเชียร์ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งอีกทั้งนักเตะทุกคนเองก็ต้องเต็มร้อยกับทุกเกมที่ลงสนามเช่นเดียวกันและว่ากันว่าหากพวกเขาสามารถผ่านรอบแรกไปได้ก็ถือว่าหรูที่สุดแล้ว แต่จะไปได้ไกลถึงขั้นไหนนั้นนั่นคือโบนัส
-----------------------------------------------------------------------------
สตาร์เด่น
อังเดร เชฟเชนโก้
ยอดดาวยิงระดับว่าที่ตำนานทีมชาติยูเครนผู้มีนามว่า อังเดร เชฟเชนโก้ รายนี้แม้ว่าอายุอานามจะปาเข้าไป 35 ปี แต่ด้วยประสบการณ์ และความเฉียบคมที่ไม่เป็นรองใครหน้าไหนในโลก ทำให้ โอเล็ก บล็อคกิ้น ไม่กล้าปฏิเสธที่จะหิ้วตัวติดทัพมาด้วย
ตลอดชีวิตการค้าแข้งที่ผ่านมาของ เชฟเชนโก้เขาได้ชื่อว่าเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนังยูเครนเลยก็ว่าได้หลังจากเคยคว้ารางวัลบัลลงดอร์ เมื่อปี 2004 สมัยค้าแข้งให้เอซี มิลาน อันเป็นสโมสรที่สร้างชื่อให้มากที่สุดพร้อมกับทำให้เจ้าตัวเป็นแข้งยูเครนคนที่ 3 ที่คว้ารางวัลนี้ต่อจาก โอเล็ก บล็อคกิ้น และ อิกอร์ เบลานอฟ
นอกจากนี้ เชฟเชนโก้ ยังได้ชื่อว่าเป็นกัปตันทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังยูเครนที่นำทีมลงเล่นเกมรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเมื่อปี 2006 อีกด้วย
กับทัวร์นาเมนต์ยูโร 2012 หนนี้ถือเป็นรายการระดับเมเจอร์ครั้งสุดท้ายในชีวิตการค้าแข้งของ เชฟเชนโก้ แล้วก็ว่าได้ซึ่งเจ้าตัวก็หวังว่สจะสร้างผลงานให้ดีที่สุด
-----------------------------------------------------------------------------
ผู้จัดการทีม
โอเล็ก บล็อคกิ้น
อดีตเจ้าของ ''บัลลง ดอร์'' ปี 1975 และเป็นกองหน้าตัวเก่งของสหภาพโซเวียตยุคเรืองรองพาทีมผ่านมาทุกสมรภูมิรบแถมยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในหัวหอกที่ดีที่สุดในยุคทศวรรษที่ 70 จนก้าวมาเป็นตำนานของสหภาพโซเวียตและดินาโม เคียฟหลังจากสร้างผลงานตะบันไปถึง 270 เม็ด จาก 586 นัด พาต้นสังกัดสร้างความยิ่งใหญ่คับยุโรป
หลังจากแขวนสตั๊ดไป โอเล็ก บล็อคกิ้น หันมารับงานคุมทีมโดยเริ่มต้นกับลีกกรีซอย่างโอลิมเปียกอส และอีกหลายสโมรก่อนจะโดนยูเครนเรียกตัวให้มาคุมทีมชาติเมื่อปี 2003 พร้อมกับพาทีมทะลุเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2006 รอบสุดท้ายได้อย่างเซอร์ไพรส์และเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในครั้งนั้น
จากผลงานอันยอดเยี่ยมของ ยูเครน ในเวิลด์ คัพ 2006 แฟนบอลต่างก็หวังว่าด้วยความได้เปรียบจากการเป็นเจ้าภาพและฝีมือการคุมทีมของบล็อคกิ้นจะสามารถพาชาติบ้านเกิดสร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยมให้เกิดขึ้นอีกครั้งให้ได้