เป็นหนึ่งสตาฟฟ์โค้ชสาวของทีมจุฬาลงกรณ์ฯ แชมป์ซีเล็ค ทูน่า วอลเลย์บอลประชาชน ข หรือถ้วย ข ทีมหญิง ''เอ๋'' บุษบรรณ จันทรารังษี หรือ บุษบรรณ พระแสงแก้ว อดีตนักตบสาวจอมทุ่มเททีมชาติไทย ในช่วงปี 2532 ถึง 42 สิบปีเต็มกับการรับใช้ชาติ
เด็กสาวจากแดนอีสานจังหวัดขอนแก่น ฉายแววดังตั้งแต่วัยไม่เต็มยี่สิบ เมื่อร่วมกับทีมสาวไทยน้ำทิพย์ ทีมดังในยุคนั้นครองแชมป์ถ้วย ก รายการสูงสุดของลูกยางไทยหลายสมัย ติดทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่วัยไม่เต็มยี่สิบ
จุดเด่นของเธอนอกจากบอลบีหลังที่เป็นอาวุธของทีมแล้ว ความทุ่มเทในทุกเกมยังเป็นบุคลิกประจำตัว ในทุกเกมเธอจะกระตุ้นทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องในทีมให้ตื่นตัวอยู่ตลอด
ในยุคเฟื่องฟู ''เอ๋'' บุษบรรณ พระแสงแก้ว ได้ร่วมเป็นหนึ่งในบันทึกตำนานนักตบ หนึ่งคือได้ร่วมเป็นหนึ่งในทีมสาวไทยที่เอาชนะไต้หวันได้ในปี 2539 นี่คือหน้าประวัติศาสตร์ของลูกยางสาวไทย
''ยุคนั้นเราเจอไต้หวันก็เหมือนเจอทีมชาติจีนชุด บี ค่ะ สู้ไม่ได้เลย แต้มซักเจ็ดแปดแต้มได้มาก็เก่ง แต่เราก็ซ้อมกันจริงจังมาเป็นปีๆ ตั้งแต่พลาดได้แค่เหรียญเงินในซีเกมส์สิงคโปร์ ปี 2536 สมาคมฯ ก็ให้นักกีฬาเก็บตัวรวมกันที่ กกท. ตลอด ซ้อมยาวมีโค้ชจีนคุม ก็ดีขึ้นมา จำได้เลยหลังจากรายการคัดเลือกวอลเลย์บอลโลก เราไปเยือนชนะมา 3-1 มาเล่นที่ไทย-ญี่ปุ่นดินแดงชนะ 3-0 ตอนนั้นคนแน่นมากๆ จบเกมทุกคนดีใจกันแบบเต็มที่ ปล่อยกันสุดๆ''
จากนั้นมาเราคือเสือตัวที่ 4 เอเชีย และอีกบันทึกหนึ่งคือ บุษบรรณ เธอได้เป็นหนึ่งในทีมสาวไทยที่ไปเล่นระดับโลกในรายการเวิลด์ ซูเปอร์ชาลเลนจ์ ศึกโลกครั้งแรกของไทยที่โตเกียว
ตลอดสิบปีในทีมชาติ เธอติดเป็นหนึ่งในสิบสองคนมาตลอด และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกติกา เพิ่มตำแหน่ง ตัวรับอิสระ หรือลิเบอโร่ บุษบรรณ พระแสงแก้ว ก็ได้เป็นสาวไทยคนแรกที่เล่นตำแหน่งนี้ในทีมชาติไทย
สำหรับสโมสร หลังช่วยไทยน้ำทิพย์คว้าแชมป์สูงสุดหลายสมัย ถึงเวลาที่สโมสรปิดตัว ก็ย้ายมา
''แบงก์รวงข้าว'' ธนาคารกสิกรไทย ยิ่งใหญ่กับทีมด้วยกันสามสมัย และมาลงเอยที่วิทยุการบิน ที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน
หลังถอดสนับเข่า เธอก็ไม่ได้หายจากวงการ ทิ้งช่วงไปซักพัก ก็ต้องมาช่วยจุฬาลงกรณ์ฯ ทำทีมวอลเลย์บอล แต่ด้วยความที่มีครอบครัว จึงดึงนักตบทีมชาติรุ่นน้อง สุภาพ ผงทอง หรือ นราพร ผงทอง ในปัจจุบัน ที่ตัวคนเดียวมาเป็นเฮดโค้ช
ด้านชีวิตครอบครัว ''พี่เอ๋'' บุษบรรณ พระแสงแก้ว สมรสกับ นายประสิทธิ์ จันทรารังษี วิศวกรหนุ่มของวิทยุการบิน ที่ได้พบรักกันตั้งแต่ ''พี่เบิ้ม'' เล่นดนตรีอยู่ในชมรมดนตรีของวิทยุการบิน ที่มี ''พี่ยุ'' มยุรี เหลาหา อดีตนักตบทีมชาติรุ่นพี่ เป็นนักร้องในวง ดูใจกันจนตกลงปลงใจจูงมือเข้าประตูวิวาห์ในปี 2547 ก่อนจะมีทายาทเป็นเด็กชายที่คุณแม่เอ๋ตั้งชื่อเองว่า
เด็กชายปัณณ์ หรือ น้องบุ๊ค
''เป็นคนชอบอ่านหนังสือค่ะ เลยตั้งชื่อที่ความหมายคือหนังสือทั้งชื่อจริงชื่อเล่น''
ช่วงคลอดน้องบุ๊คมา แม่เอ๋ต้องเข้าออกโรงพยาบาลประจำ จนวันหนึ่งพยาบาลมาทักว่า ลูกชายดูผิวซีดควรให้หมอตรวจว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ และเมื่อตรวจพบว่า ลูกชายเป็นทาลัสซีเมีย โรคเลือดจางที่มีสาเหตุมาจากมีความผิดปกติทางพันธุกรรม ต้องเปลี่ยนถ่ายเลือด เพื่อให้เพียงพอจะเลี้ยงร่างกาย ได้รู้ดังนั้นทำให้อดีตสาวนักตบคุณแม่ลูกอ่อนถึงกับตกใจกับสิ่งที่พยาบาลกล่าว เพราะโรคดังกล่าวหากไม่ดูแลให้ดี เลือดเลี้ยงร่างกายไม่พอก็มีอันตรายมาก
''ตอนคลอดน้องบุ๊คต้องเข้าตู้อบ แต่หลังจากนั้นก็ปกตินะ เราก็ไม่ได้คิดอะไร แต่สังเกตดูผิวน้องเขาก็ดูขาวซีดเหมือนกัน''
แต่คุณแม่ยังสาว บุษบรรณ จันทรารังษี ก็สะกดความรู้สึกที่เศร้าและสับสนให้เป็นพลัง ตั้งสติหาวิธีรักษาโรคนี้ของลูกน้อย เธอต้องพาน้องบุ๊คเข้าโรงงพยาบาลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเปลี่ยนถ่ายเลือด โดยในเช้าวัพุธต้องนำเลือดไปตรวจ หากรุ๊ปเลือดที่ตรงกัน แล้ววันศุกร์ต้องรับเลือดเพื่อเสริมในร่างกาย
ถือเป็นภารกิจที่เธอและลูกน้อยต้องถือปฏิบัติจนถึงทุกวันนี้ และนอกจากนี้เรื่องอาหารและยา เป็นสิ่งต้องปฏิบัติควบคู่ไป โดยแม่เอ๋ต้องคอยดูไม่ให้น้องบุ๊คกินอะไรที่มีธาตุเหล็กเกินไป เพราะในร่างกายนั้นมากอยู่แล้ว เครื่องในต้องห้ามขาด
ส่วนยาต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนอาหารเช้า คุณแม่ต้องเอายาสองเม็ดมานั่งบดผสมน้ำให้น้องบุ๊ค และเมื่อกินยาแล้ว ต้องรออีกครึ่งชั่วโมง กว่าที่จะกินอาหารเช้าได้ ตอนเย็นก็ต้องมีวิตามินอีกสามเม็ด เธอบอกถึงค่าใช้จ่ายในในเรื่องของยาและการถ่ายเลือดในทุกๆ เดือนนั้น เป็นเงินราวห้าถึงหกหมื่นบท
''เป็นสวัสดิการที่ทางบริษัทวิทยุการบินช่วยทั้งหมดค่ะ เรายังโชคดีที่มียาบางชนิดไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับชดเชย เป็นยานอกบัญชี แต่ทางบริษัทก็ช่วยทั้งหมด เพาะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา นับว่าเราโชคดีมากที่ได้ทางบริษัทวิทยุการบินมาดูแลเรื่องนี้''
นับตั้งแต่รู้ว่าลูกชายเป็นทาลัสซีเมีย คุณแม่บุษบรรณเธอกลายเป็นผู้รู้คนหนึ่งในเรื่องนี้ ศึกษาทางอินเทอร์เน็ต หนังสือ ที่ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ และได้ร่วม ''โครงการปลูกถ่ายไขสันหลัง'' เพื่อการรักษาในหลายโรค โดยมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก มีศูนย์กลางที่จะเป็นข้อมูล ข้อมูลของเราก็จะอยู่ในนี้ เพื่อเทียบว่ามีไขสันหลังของใครที่ตรงกับเรา จากนั้นถึงจะทำการผ่าตัดเปลี่ยนถ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายเป็นเงินหลักล้าน
จนเมื่อสองเดือนก่อน อดีตสาวนักตบทีมชาติก็ได้ข่าวดี เมื่อมีหมอโทร.แจ้งว่า มีเคสจากไต้หวันใกล้เคียงกับน้องบุ๊ค และเมื่อนำไปเทียบกันปรากฏว่า กระดูกห้าส่วนตรงกัน และมีส่วนหนึ่งที่ใกล้เคียง แต่ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงยังไม่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายไขสันหลัง
แม้จะต้องรักษาทุกเดือนและดูแลกันตลอด แต่ทั้งคุณแม่บุษบรรณและน้องบุ๊ค ยังมีจิตใจที่แจ่มใสร่าเริง มีโอกาสคุณแม่จะพาลูกชายวัยแปดขวบไปดูแม่เอ๋ทำงานที่สนามวอลเลย์บอลในฐานะสตาฟฟ์โค้ช มีความสุขทั้งแม่ทั้งลูก
จากอดีตนักตบลูกยาง บุษบรรณ พระแสงแก้ว มาเป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง วันนี้เธอพร้อมที่จะสู้อุปสรรค แม้จะหนักหนาแค่ไหน แต่หัวใจดวงนี้ของเธอมอบให้น้องบุ๊ค ลูกน้อยคนนี้ไปหมดทั้งใจแล้ว
คงศักดิ์ ทองภักดี รายงาน