ผมขออนุญาต ไม่เขียนถึงชัยชนะของเชลซี สร้างประวัติศาสตร์ครองแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เป็นครั้งแรกของสโมสร ด้วยการดวลจุดโทษกับบาเยิร์น มิวนิค นะครับ ด้วยมีเรื่องราวแน่นเอี้ยดอยู่แล้วในเล่ม
อยากเขียนถึง โรบิน กิ๊บบ์ หนึ่งในนักร้องยอดขวัญใจของผม แห่งวงบีจีส์ ซึ่งเสียชีวิตแล้วในวัย 62 หลังจากการต่อสู้กับโรคมะเร็งตับยื้อชีวิตตัวเอง จนกระทั่งหมดพลังชีวิตหยาดหยดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมเขียนใน "สยามกีฬา" ว่าไปงานเลี้ยงรุ่น ชุมนุมเพื่อนๆ ก็อยู่ในวัยใกล้หกสิบเต็มที ในงานมีวงชาโด้ฝีมือดีมาเล่นสด เลยทำให้พวกเราร้องเพลงสนุกสนาน
แทบทุกเพลงในคืนนั้น ยังกับแกะอัลบั้ม The Best of Bee Gees ไล่มาตั้งแต่ Holiday, I''ve Gotta Get a Message to You, I Can''t See Nobody, I Started a Joke, Massachusetts, To love Somebody ที่อัดแน่นอยู่ในความทรงจำในวัยเยาว์แตกเนื้อหนุ่ม หรือแม้กับเพลง Saturday Night Fever ที่เป็นเพลงดิสโก้ในยุคที่เราเติบใหญ่แล้ว
คนร้องเพลงเก่งไม่เก่ง ไม่รู้ละ แต่ก็โก่งคอขึ้นคีย์สูง เอาให้ได้แบบ โรบิน กิ๊บบ์ เจ้าของเพลงออริจินอล
ร้องเพลงบีจีส์ ไม่ร้องอย่างนี้ได้ยังไง ไม่เชื่อ ถาม "พี่แจ้" ดนุพล แก้วกาญจน์ ได้
ตอนนั้นผมมองภาพนั้น รู้สึกสะท้อนทั้งสุขและทุกข์ รู้สึกสัจธรรมแห่งชีวิต คือ พวกเราใช้เพลงเป็นสื่อให้เราย้อนอดีตกลับไปมีความสุขในวัยเยาว์ ขณะที่โลกปัจจุบัน เจ้าของเพลงกำลังจะตาย มันช่างคอนทราสหักเหหักมุมเสียจริง
ถึงวันนี้ โรบิน กิ๊บบ์ ตายแล้ว เป็นไปตามชะตาอายุขัย
ผมว่า คนในวัยผม ชีวิตเบ่งบานในช่วงซิกซ์ตี้, ต่อเซเวนตีส์ และต้นๆ เอจตีส์ มีเพลงของบีจีส์คลุกเคล้าอยู่ในชีวิต ตั้งแต่ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังมั่วๆ เพราะเสียงสูง ภาษาอังกฤษก็สำเนียงออสซี่ จนฟังไพเราะด้วยลีลาจังหวะเพลง และบางเนื้อหาของเพลงที่จับใจ มีทั้งสาระและความโรแมนติก (ผมชอบ I Started a Joke, First of May หรือ In The Morning ที่เป็นเพลงธีมของภาพยนตร์เรื่อง Melodyมาก)
การจากไปของ โรบิน กิ๊บบ์ ย่อมสร้างความสะเทือนใจให้กับคนในวัยเรา คนที่ทันบีจีส์ นะครับ
วงบีจีส์ตั้งวงโดยพี่น้องตระกูลกิ๊บบ์ แบร์รี่เป็นพี่ชายคนโต เมารีซกับโรบินเป็นฝาแฝด ต่อมามีน้องคนสุดท้อง แอนดี้มาแจม
ความตายสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขามาก นับตั้งแต่ครั้งที่ แอนดี้ กิ๊บบ์ ตายใน ค.ศ. 1988 ทั้งที่อายุเพิ่งครบสามสิบ กำลังโด่งดังในฐานะศิลปินเดี่ยว แอนดี้ตายจากอาการกล้ามเนื้อหัวใจติดเชื้อไวรัสโดยฉับพลัน
ต่อมาใน ค.ศ. 2003 เมารีซก็จากไปด้วยโรคมะเร็งลำไส้และอาการหัวใจล้มเหลว
ในครั้งนั้น สมาชิกที่เหลือคือแบร์รี่ พี่ชายคนโตกับโรบินถึงกับประกาศยุบวง ไม่มีบีจีส์อีกต่อไปแล้ว เพราะหมดพลังใจที่จะทำเพลงอีกแล้ว
บีจีส์ไม่มีแล้ว แต่นานๆ แบร์รี่หรือโรบินก็ร้องเพลงบ้างจากการได้รับเชิญ หรือเล่นดนตรีที่ออสเตรเลีย ที่ถือว่าเป็นบ้านเกิด
โรบินนั้นดูแลรักษาตัวอย่างดีที่สุด เขากินอาหารมังสวิรัต ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยรู้ดีว่าพี่ชายฝาแฝดเป็นมะเร็ง เขาก็คงไม่พ้นมัน ด้วยเป็นยีนส์เดียวกัน
แล้วโรบินก็เป็นจริงๆ ในสองสามปีที่ผ่านมา เขาเป็นมะเร็งตับและอวัยวะภายในไม่ต่างกับเมารีซ
โรบินมีความอดทนสูงมากกับการสู้ชีวิต ผ่าตัดหลายครั้ง ภาพสุดท้ายที่ออกสู่สังคมเมื่อปีก่อน เขาผอมซูบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
เขาไม่ได้จะไม่รอด แต่เพียงต้องการใช้พลังชีวิตจนถึงหยาดหยดสุดท้าย ซึ่งเขาก็ใช้หมดแล้วในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ตำนานที่มีชีวิตของบีจีส์คงจบแล้วละครับ
แบร์รี่ กิ๊บบ์ พี่ชายคนโตที่เหลือคนเดียว คงหมดใจแล้วกับการร้องเพลง เขาอยู่ที่ออสเตรเลียกับครอบครัว เมียคนที่สองของ โรบิน กิ๊บบ์ ชื่อ ดาวีน่า กับลูกๆ อีกสี่คนก็อยู่ที่ออสเตรเลีย
ผลงานสุดท้ายของ โรบิน กิ๊บบ์ คือเขากับลูกชาย โรบิน จอห์น ช่วยกันเขียนแต่งเพลง The Titanic Requiem เพลงรำลึกครบรอบศตวรรษเรือไททานิคจม โดยวงออเคสตร้าชื่อดัง The Royal Phiharmonic Orchestra เป็นวงบรรเลงเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา
ช่วงของชีวิตของผม ฟังอัลบั้ม The Best oF Bee Gees, มาตลอด เป็นหนึ่งในอัลบั้มยอดดวงใจตั้งแต่เป็นแผ่นเสียงลองเพลย์ เล่นกับเทิร์นเทเบิล (ถ้ายังเก็บไว้คงได้ราคาแพงลิบ) เป็นคาสเสทท์, เป็นดิสก์ กระทั่งล่าสุดเป็นเสียงดิจิตอลในตัมไดรฟ ใส่ในรถ
ในคืนนี้คงอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว แล้วเปิดฟังทั้งชุด...ฟังเสียง โรบิน กิ๊บบ์
คงเป็นครั้งแรกที่ฟังด้วยความเสียใจ อาลัย มากกว่าความสนุกๆ ดังที่เคยมาทั้งชีวิต
-ยอดทอง-