ถึงแม้จะพาทีม ''หงส์แดง'' ลิเวอร์พูล คว้าถ้วยแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ในฤดูกาลนี้มาครอง ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์แรกในรอบ 6 ปีของสโมสร แต่ทว่า มันยังดีไม่พอที่จะทำให้ ''คิงเคนนี่'' เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือชาวสกอตติช ทนอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ ต่อไป
จนล่าสุดต้องสร้างความตะลึงให้กับวงการลูกหนังเมืองผู้ดีอีกครั้ง เมื่อ เคนนี่ ดัลกลิช ประกาศแยกทางเป็นครั้งที่สองกับสโมสรลิเวอร์พูล อันเป็นที่รักยิ่ง หลังจากกลับมารับหน้าที่ผู้จัดการทีมได้เพียง 18 เดือนเท่านั้น
ทั้งนี้ คิงเคนนี่ ก้าวออกจากแอนฟิลด์ ด้วยความรู้สึกขอบคุณแฟนบอลและเจ้าหน้าที่ทีมทุกคนอย่างซาบซึ้งที่ให้การสนับสนุนการทำงานของเขามาโดยตลอด แต่ทุกอย่างน่าจะไปได้ดีกว่านี้หากเขายอมก้าวออกมาให้โอกาสกุนซือเก่งๆ คนอื่นเข้ามาทำงาน
ดัลกลิช กล่าวอย่างสุดซึ้งว่า
''ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้คุมทีมรักมาตลอด 16 เดือนที่ผ่านมา และผมต้องขอบคุณ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป (เอฟเอสจี) บริษัทผู้ดูแลกิจการสโมสร สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่พิเศษที่ได้มีโอกาสกลับมาอยู่กับสโมสรลิเวอร์พูล ในฐานะผู้จัดการทีมอีกครั้ง ผมมีความสุขที่ได้ทำงานกับ สตีฟ คล้าร์ก, เควิน และนักเตะ รวมทั้งเจ้าที่ทีมทุกคน''
''อันที่จริงเราเกือบที่จะได้แชมป์รายการที่ 2 ในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ แต่แน่นอนเราพลาดหวังไป มิหนำซ้ำ ผมผิดหวังกับผลงานในพรีเมียร์ลีก ที่เราจบอันดับที่ 8 แต่ผมคงไม่คิดว่าการได้แค่แชมป์คาร์ลิ่ง คัพ จะการันตีอะไรได้หรือเป็นตัวประกันให้ผมยังอยู่ต่อไป ผมคิดอำลาเป็นทางออกที่ดีที่สุด''
''ที่ผ่านมา เจ้าของสโมสร ดูแลผมอย่างดี ทุกอย่างไปได้สวยทั้งการร่วมงานกันและความสัมพันธ์กับทุกๆ คนในสโมสร พวกเขาเต็มไปด้วยแรงกระตุ้น โดยเฉพาะมีความพยายาม และความจงรักภักดีต่อทีมอย่างมากมาย รวมถึงแฟนบอลด้วย ถ้าหากไม่มีพวกเขา สโมสรหรือตัวผมคงจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักนิดเลยครับ''
อย่างไรก็ดี หลายคนอยากรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ เคนนี่ ดัลกลิช โบกมืออำลาลิเวอร์พูล ในยามนี้
ทั้งๆ ทุกคนก็เห็นกันอยู่ว่าทางผู้บริหารก็สนับสนุนเขาอย่างมากมาย จึงได้มีการจัดเรียงและวิเคราะห์เหตุผลใหญ่ๆ จากสื่อหลายสำนักของเมืองผู้ดี รวบรวมเหตุผลหลักถึง 7 ประการว่าทำไมคิงเคนนี่ถึงทนอยู่ต่อไม่ได้
1.ฟอร์มในบ้านไม่ดี
ในอดีตถิ่นแอนฟิลด์ คือป้อมปราการที่ทุกทีมที่ได้เข้ามาสัมผัสต้องบอกเป็นเสียงเดียวว่า ''โหด'' เพราะนอกจากฟอร์มการเล่นของพวกเขาที่พกความมั่นใจมาแล้ว กำลังใจจากแฟนๆ ก็ยังช่วยให้พวกเขาบดขยี้ทีมที่บุกมาเล่นถึงป้อมปราการนี้จนหนีหางจุกตูดแทบไม่ทัน แต่มาในวันนี้สนามแอนฟิลด์ ไม่ได้เป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งอีกต่อไป เมื่อแข่งในบ้านมาแล้ว 19 นัด ชนะเพียงแค่ 6 นัดเท่านั้น ยังไม่รวม แพ้ไปอีก 4 นัดและเสมออีก 9 นัด ซึ่งสถิติชนะในบ้านนั้น ยังน้อยกว่าควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ทีมบ๊วยของฤดูกาลนี้เสียอีก นั่นทำให้ความภาคภูมิใจในชื่อของลิเวอร์พูล และถิ่นแอนฟิลด์ เสื่อมถอยลงกว่าเมื่อก่อนมาก
2.ปัญหาของซัวเรซ
หลุยส์ ซัวเรซ นักเตะเจ้าปัญหาที่ก่อเรื่องให้แฟนๆ หงส์แดง ต้องปวดหัวมาแล้วหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้เขาก็ไปมีปัญหาเหยียดสีผิวกับ ปาทริซ เอวร่า ปราการหลังของแมนฯ ยูไนเต็ด แล้วยังจะปฏิเสธหน้าตาเฉย อีกทั้ง ดัลกลิช ก็ดันไปเข้าข้างนักเตะของเขาอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ความลับไม่มีในโลก ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย ทำให้ซัวเรซ โดนแบน ถึง 8 นัด พร้อมด้วยชื่อเสียงของกุนซือใหญ่ก็ยังตกต่ำด้วย เนื่องมาจากเข้าข้างคนผิด นอกจากนี้ปัญหารุงรังก็ยังเข้ามารุมล้อมอีก เมื่อซัวเรซพ้นโทษมา ก็โชว์พฤติกรรมกระด้างใส่คู่ปรับคนเดิมทันที โดยเขาไม่ยอมจับมือกับเอวร่า และไปโชว์นิ้วกลางใส่แฟนของฟูแล่ม นั่นทำให้ชื่อเสียงของลิเวอร์พูลตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น ทางสปอนเซอร์หลักๆ จำใจต้องออกมาเรียกร้องให้ทางดัลกลิช จัดการปัญหานี้โดยด่วน เพราะไปกระทบกับยอดขายหรืออะไรก็แล้วแต่ของพวกเขา
3.จ่ายเงินเกินอัตรา
นับตั้งแต่ เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาคุมทีมหงส์แดง นั้น เขาใช้จ่ายเงินถล่มทลายไปแล้วถึง 120 ล้านปอนด์ (ราว 6,000 ล้านบาท) ในการซื้อตัวนักเตะอย่าง แอนดี้ แคร์โรลล์, สจ๊วต ดาวนิ่ง, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ชาร์ลี อดัม และ โฆเซ่ เอ็นริเก้ ซึ่งถ้าไม่นับรวม แอนดี้ แคร์โรลล์ ที่พอจะทำประตูสำคัญๆ ได้ในการลงสนามของเขา ส่วนที่เหลือก็ไม่คุ้มค่าตัวที่ได้ซื้อมาเลย โดยทั้ง 4 คนที่ซื้อมาด้วยค่าตัวรวมประมาณ 50 ล้านปอนด์ (ราว 2.5 พันล้านบาท) ไม่ได้ทำให้ลิเวอร์พูลได้ค่าตอบแทนคุ้มกับราคาที่ซื้อมาเสียเลย
4.แอนดี้ แคร์โรลล์
เขาคือความหวังที่ผิดพลาดของดัลกลิช ที่คาดการณ์ไว้ว่า แคร์โรลล์จะเป็นกองหน้าที่สามารถถล่มประตูของคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย ด้วยดีกรีเป็นถึงกองหน้าทีมชาติอังกฤษ ที่การันตีไว้อย่างดีว่า เขาจะเก่ง เร็ว และสวยงาม แต่ทุกสิ่งล้วนไม่ใช่แคร์โรลล์ซะทั้งหมด ซึ่งเขาไม่สามารถเรียกฟอร์มอันดุดันของตนเองออกมาได้เวลาเล่นให้กับลิเวอร์พูล อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้มีโอกาสได้ลงสนามมากนัก ทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ หรืออาจจะถูกกดดันอย่างหนักเพราะค่าตัวที่ค่อนข้างสูง นั่นทำให้เขาไม่อาจโชว์ฟอร์มสุดยอดออกมาได้ฤดูกาลนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของเขาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเดือนหลังๆ มานี้ บางครั้งสามารถทำประตูที่สำคัญๆ ให้กับลิเวอร์พูล ได้หลายครั้ง แต่สิ่งที่ดัลกลิชต้องการคือผู้เล่นที่เล่นได้ดีอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย นั่นจะทำให้ทีมประสบปัญหาร้ายแรงอย่างแน่นอน
5.ขาดกัปตันที่เป็นแรงขับเคลื่อนทีม
ไม่น่าเชื่อว่า กัปตันทีมคนเก่งของพลพรรคหงส์แดง อย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกเพียงแค่ 23 นัดเท่านั้นตั้งแต่ดัลกลิช เข้ามาคุมทีมหงส์แดง นั่นอาจเป็นเพราะทีมในฝันของ คิงเคนนี่ มี เฮนเดอร์สัน ประกอบอยู่ในความคิดด้วย นั่นทำให้เขาอยากจะปั้น เฮนเดอร์สัน ให้แทนที่เจอร์ราร์ดได้ในอนาคต เผื่อมีปัญหาต่างๆ อย่างเช่นฤดูกาลนี้ที่เจอร์ราร์ด ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บบ้างเล็กน้อย นั่นทำให้เขาจึงไม่ค่อยมีโอกาสจะได้ลงสนามทุกนัดเหมื่อนครั้งก่อนๆ ทำให้กำลังใจของเพื่อนร่วมทีม ที่ขาดผู้นำแสนวิเศษไปนั้นหดหายไปไม่มากก็น้อย ย่อมมีผลกระทบต่อทีมอย่างแน่นอน
6.ไม่มีกองหน้าที่มีสัญชาตญาณเพชฌฆาต
ในฤดูกาลที่เพิ่งจบไปนี้ ลิเวอร์พูลซัดชนเสา ไปแล้ว 33 ครั้ง ทั้งๆ ที่ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีจังหวะเข้าทำประตูมากเป็นอันดับต้นๆ ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งไม่ได้หมายความว่า มันเป็นเพราะโชคไม่ดี แต่ทว่า การจบสกอร์ของพวกเขานั้น ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรต่างหาก โดยสมัยก่อนนั้น พลพรรคหงส์แดงสามารถจบสกอร์ได้อย่างโหดเหี้ยม พูดได้ว่าถ้าบอลสามารถไปถึงตำแหน่งสุดท้ายได้เมื่อไหร่ สกอร์บอร์ดต้องขยับอย่างแน่นอน และหมายความว่า ณ เวลานี้ ลิเวอร์พูลยังไม่สามารถหาคนที่สามารถจบสกอร์ได้อย่างมั่นใจและแม่นยำพอ และที่สำคัญ สัญชาตญาณนักฆ่านั้น สำคัญกับเหล่าตัวรุกทั้งหลายแหล่ ที่จะต้องบุก ตะลุย และถล่มประตูได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
7.การจัดทีม
ด้วยความเป็นมืออาชีพของ มักซี่ โรดริเกซ และ เดิร์ค เค้าท์ ยามที่ทั้งสองคนได้ลงสนาม ก็จะไม่ต้องทำให้สาวก เดอะ ค็อป ต้องนั่งเศร้าใจ เนื่องจากเป็นนักเตะที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมาตลอด แต่ทันทีที่ ดัลกลิช เข้ามาคุมทีม ทั้งคู่ได้เป็นแค่ผู้เล่นบนม้านั่งสำรอง หรือตัวขยันลงมาท้ายเกมเท่านั้น บางครั้งก็ได้เล่นตำแหน่งที่ไม่ค่อยถนัด แต่ต้องเล่นเพราะว่าจำใจ อาจเป็นเพราะว่าคิงเคนนี่ ต้องการจะปั้นตัวใหม่ๆ สดๆ ที่เขาซื้อมา ให้เติมเกมบุกได้ดียิ่งขึ้น ทำให้หลายๆ ฝ่ายก็ออกอาการไม่เข้าใจในแผนของเขาเลยจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้การอำลาตำแหน่งของ ดัลกลิช เป็นเรื่องรองลงไปแล้ว เพราะทุกคนในอังกฤษ โดยเฉพาะสื่อเมืองผู้ดี ต่างหันมาสนใจมุ่งเป้าไปยังว่าที่กุนซือคนใหม่ว่าจะเป็นใครกันแน่
ซึ่งดูเหมือนว่า อันเดร วิลลาช-โบอาช อดีตเทรนเนอร์ของเชลซี ได้รับการทาบทามจากทีม
''หงส์แดง'' ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อนแล้ว แถมทาง ''เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป'' บริษัทเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล ยังชื่นชอบฝีมือของกุนซือหนุ่มชาวโปรตุกีส วัย 33 ปีรายนี้เป็นอย่างมาก ถึงแม้เจ้าตัวประสบความล้มเหลวตอนอยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ จากนี้ต้องดูกันต่อไปว่าใครจะนั่งแท่นผู้จัดการทีมใหม่ของยอดสโมสรเก่าแก่อย่าง ''ลิเวอร์พูล''
อ.ศ.ม.

