กรณีบทลงโทษประธาน ระนอง เอฟซี กับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในลีกภูมิภาคดิวิชั่นสอง นับว่าเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันร้อนแรงตามสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์และไม่ออนไลน์
ยิ่งทุกวันนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กได้ก้าวมามีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมามากมาย แน่นอนครับ...สื่อออนไลน์ได้ความรวดเร็วส่งตรงถึงหน้าผู้บริโภคในเวลาพริบตา ส่วนความแม่นยำ...โปร่งใส นั้นผมมั่นใจว่า "ไม่แน่ครับ"
หลายครั้งสื่อออนไลน์...เป็นเครื่องมือของคนที่ต้องการจะประชาสัมพันธ์ตัวเองในเชิงมาร์เก็ตติ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง อ้าว...แล้วมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้...จริงๆไม่เกี่ยวแต่บอกได้แค่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสนามกีฬาระนอง เมื่อ 13 พ.ค. ระหว่าง ระนอง เอฟซี กับ สตูล ยูไนเต็ด ตกไปอยู่ในโลกออนไลน์เรียบร้อย
นั่นก็ส่งผลให้คุณวรานนท์ เกลื่อนสิน ประธานสโมสรระนอง เอฟซี ตกเป็นจำเลยสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยยังไม่ต้องให้คุณวิมล กาญจนะ ประธานเอไอเอสลีกภูมิภาคดิวิชั่นสอง มาพิจารณาหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุเลยครับ
โอเค...วันนี้บทลงโทษออกมาเรียบร้อยแล้ว คุณวรานนท์ โดนพักงานห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมฟุตบอลที่จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอลฯ 5 ปี ส่วนสโมสรห้ามเล่นในบ้านตลอดทั้งซีซั่น ส่วนโทษปรับเงินนั้นจิ๊บจ๊อยมาก 15,000 บาท ไม่กระเทือนกระเป๋าคุณวรานนท์ แน่นอน สังคมกำลังตั้งคำถาม 2 เรื่องครับ
1 ความวุ่นวายในสนามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโค้ช...นักเตะรุมผู้ตัดสิน...แฟนบอลรุมผู้ตัดสิน...นักเตะต่อยกันเอง นักเตะต่อยแฟนบอล อะไรพวกนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่นะครับ อาจไม่บ่อยแต่เกิดครั้งหนึ่งก็รุนแรงเอาเรื่อง ทำให้ผู้คนส่วนอื่นๆ ในสังคมพอได้ข่าวก็เป็นตุเป็นตะหรือพวกแฟนบอลที่ชอบซ้ำเติมวงการฟุตบอลตัวเองก็เป็นขาประจำตามฟอร์ม บอลไทยไปมวยโลก
ตรงนี้คือปัญหาที่ยังสะสางและแก้ไม่ตกนะครับ สำหรับการละเมิดและล้ำเส้นของแต่ละฝ่ายที่ไปเดินในกรอบของตัวเองที่วางเอาไว้ นี้คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบอลไทยยังไม่พัฒนา
"ความคิด" บุคคลในกลุ่มต่างที่เป็นปัญหาไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารทีม...โค้ช...นักเตะ...แฟนบอล ยังมีโอกาสล้ำเส้นเดินก้าวผ่านและเข้าไปในพรมแดนของความรุนแรงตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม...กลุ่มบุคคลเหล่านี้คงไม่ออกมาเดินล้ำเส้นหากไม่มีคำถามในประเด็นที่สังคมทวงถามอันเป็นเรื่องที่ 2 นั่นคือ
"ผู้ตัดสิน"
ต้องยอมรับว่าเวลานี้
"ศรัทธา" ของผู้ตัดสินไทยในสายตาสื่อ...แฟนบอล...ผู้บริหาร...โค้ช มีไม่มากครับ เมื่อไม่
"ศรัทธา" ในวิชาชีพและการทำงานของผู้ตัดสิน..ก็ตามมาด้วยการไม่ยอมรับ ซึ่งเหตุผลของการไม่ศรัทธานั้นจะเป็นเพราะผู้ตัดสินประสบการณ์น้อย (อันนี้จริง) ด้วยลีกอาชีพตั้งกันมาแค่ 3 ปีกว่าๆ หาผู้ตัดสินที่ผ่านงานมาโชกโชนยากสักหน่อย หรือ...อีกข้อหนึ่งคือผู้ตัดสินเองก็ถูกมองว่า
"มีงาน"
วงในของวงการฟุตบอลทราบดีว่าผู้ตัดสินเวลานี้แบ่งออกเป็นก๊กเป็นเหล่า...ด้วยระบบอาวุโส...ตามแต่สถาบันที่ร่ำเรียนมา...รุ่นพี่รุ่นน้อง รวมก๊วนกัน ก๊วนไหนมีโอกาสก้าวหน้ามากก็อาจมีกลุ่มก้อนใหญ่โตหน่อย หรืออีกทางหนึ่งคือการที่ผู้ตัดสินผิดพลาดอยู่บ่อยๆ ทำให้แฟนบอลและวงการไม่มองเรื่องประสบการณ์น้อย
ทุกคนกลับมองเรื่องผู้ตัดสิน
"มีงาน" กับแต่ละทีมไม่ว่าจะเจ้าบ้านหรือทีมเยือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าบ้านแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าบ้านเป็นผู้เสียประโยชน์ก็เลยมีความวุ่นวายเกิดขึ้น
อะไรก็แล้วแต่...ครับ ไม่ว่าวงการจะขาดการยอมรับนับถือในตัวผู้ตัดสิน ไม่ศรัทธา ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่...หากเรามองย้อนมายังหัวใจพื้นฐานของกีฬาคือ
"รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย" ซึ่งคำหลังสุดน่าจะเทียบเคียงได้กับคำว่า
"ยอมรับ"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะสิ่งนี้คือหัวใจที่กีฬาสอนมานาน...กระทั่งเมืองนอกนั้นยึดมั่นกับเรื่องนี้มาก
ผู้ตัดสินระดับอาชีพเป่าผิดพลาดกันมากกว่าเราอีก...ทั้งที่เพาะบ่มหาประสบการณ์มานานเป็น 10 ปียังพลาด และเมื่อพลาดโดนวิพากษ์วิจารณ์โดนโจมตีจริงๆ แต่พวกเขาก็ยอมรับ เพราะวิจารณ์ได้ นั่นคือการเล่นในบทบาทและอยู่ในเส้นที่ตัวเองยืน
ไม่ล้ำออกไป...ด้วยการรุมสกรัม...ไล่กระทืบต่อยตี เอาเป็นเอาตาย ทั้งที่มันแค่กีฬาเกมหนึ่งที่จบลงไปแล้ว หัวใจของกีฬาก็บอกแล้วว่า
"ให้อภัย" ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น รู้แพ้ รู้ชนะ ไม่ใช่บอลแพ้คนไม่แพ้ อันเป็นวิธีคิดของคนไทยมาตั้งนานแล้ว ซึ่งยังแก้ไม่หาย
บอลอาชีพผลประโยชน์เป็นหมื่นล้านเขาก็ต้องก้มหน้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเป็นความอยุติธรรมกับทีมของพวกเขา เสียใจ...ผิดหวัง...ยอมรับกับมัน ตรงนี้หากเราไม่ปลูกฝังและพยายามสร้างจิตสำนึกขึ้นมาผมว่ากีฬาอาชีพของเราก็จะเติบโตไม่สมบูรณ์ เหมือนเป็นโรคร้าย
ใช่...ผมอาจเขียนเหมือนมีอุดมคติเกินไป...แต่ความจริงมันก็เป็นแบบนั้นครับ ลองสังเกตกีฬาอาชีพเมืองนอกที่ผลประโยชน์เป็นหมื่นและแสนล้านบาท เขาแสดงอะไรออกมาหลังจากเจอเหตุการณ์แบบที่บ้านเราเจอ...
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นก็ลงโทษกันตามสัดส่วนของความผิดโดยเฉพาะ นักเตะ...โค้ช...และผู้บริหาร ควรเป็นแบบอย่างแก่สังคมในการสร้างและปลูกจิตสำนึกเรื่องนี้ ส่วนขั้นตอนการอุทธรณ์ก็ทำได้ตามปกติ ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการพิจารณาจะว่าอย่างไร
การพิจารณาโทษ...และบทลงโทษ...มันคือส่วนหนึ่งของสังคมฟุตบอลอาชีพเมื่อมีการละเมิดและล้ำเส้นเกิดขึ้น หลังจากเราลืมหัวใจของการกีฬาไป
"รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย..." ท่องจำให้ขึ้นใจเพื่อจะทำให้เรายอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่ามันจะยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมต่อเรา นี่คือความสุดยอดของเกมกีฬาครับ
Jackie