คอลัมน์ : รายงานพิเศษ โดย.. กฤษณะ การะเกตุ
รำลึกแข้งเยาวชนชุดแชมป์ ถ้วยทอง
01/05/2012 11:08:15 น.

50 ปีจากวันนั้น (2505) ถึงวันนี้ (2555) วงการฟุตบอลไทยในปีหน้าจะมีอายุครบ 100 ปีของการก่อตั้ง ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ยาวนานผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน มีทั้งเรื่องที่น่าจดจำ และเรื่องน่าผิดหวัง แต่มันก็คือเกมกีฬา


 
             ในหน้าประวัติศาสตร์ระดับทีมชาติถือว่าเรามีเรื่องที่น่าจดจำหลายอย่าง และในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาความสำเร็จอย่างหนึ่งที่คนร่วมสมัย (อายุ 65 ปีขึ้นไป) คงจะไม่อาจลืมเลือนไปจากความทรงจำของตัวเองได้ นั่นคือการคว้าแชมป์เยาวชนเอเชีย ครั้งที่ 4 ในปี 2505 ของทีมเยาวชน 19 ปีทีมชาติไทย ที่ถูกเรียกกันว่าแชมป์ ''ถ้วยทอง'' 

 
         ฟุตบอลถ้วยทองโด่งดังมากในยุคนั้น ผู้ริเริ่มจัดคือ ตนกู อับดุล ราห์มาน ประธานเอเอฟซีในสมัยนั้นที่เวลาต่อมาก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย ด้วยเนื่องจากในสมัยนั้นมีแต่การแข่งขันระดับทีมชาติชุดใหญ่ยังไม่เคยมีการจัดในระดับเยาวชนมาก่อน รายการชิงแชมป์เอเชีย 19 ปี จึงเป็นรายการใหญ่ แถมถ้วยรางวัลชนะเลิศทำจากทองคำแท้ๆ จึงถูกเรียกว่า ถ้วยทอง

 
         ปี 2505 ประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่าง 14-26 เม.ย. 2505 ที่สนามศุภชลาศัย มีการบันทึกว่านายกสมาคมฟุตบอลฯ ในสมัยนั้น พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ ยมนาค (ยศในสมัยนั้น) ได้สั่ง ม.ร.ว.แหลมฉาน หัสดินทร เลขาธิการสมาคมฯ และผู้จัดการทีมพร้อม พ.ท.ประเทียบ เทศวิศาล (ยศสมัยนั้น) ผช.ผจก.ทีม และ สมชาย ศิวะโกเศส ผู้ฝึกสอน เตรียมทีมตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2504 มีการคัดเลือกนักเตะจากหลายแห่ง เก็บตัวกันที่บ้านพักบุตรข้าราชการ ถนนราชวิถี 

 
         โค้งสุดท้ายได้มีการตัดตัวผู้เล่นจำนวน 18 คนประกอบด้วย กาจ เนตรสวาสดิ์, มานพ วิยะรัตน์ (เสียชีวิต), สมศักดิ์ อ่อนสมา, ทวีพงษ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา, ยรรยง ณ หนองคาย, สีมา พิษณุวัฒนา, วิชัย ชุ่มจินดา, เทียบ ภูริโภคัย, ดำรัส โรจนเสถียร, ณรงค์ สังขสุวรรณ (เสียชีวิต), ยงยุทธ สิงขโกวิท, วิรัตน์ นิตยะพัฒน์ (เสียชีวิต), ดำรงค์ บุญญะสิทธิ์, สุพจน์ ไชยยงค์, สมเกียรติ วีระพิเชฐฏ์, สมพล ฆารไสว, ประยุทธ รักประทุม และ ประเดิม ม่วงเกษม 

 
         ผลการแข่งขันนัดแรกทีมเยาวชนไทยเอาชนะญี่ปุ่น 2-0 จากการยิงของ สมศักดิ์ อ่อนสมา และ ยรรยง ณ หนองคาย นัดที่สองชนะเยาวชนพม่า 1-0 จากการยิงของ สีมา พิษณุวัฒนา ก่อนมาเสมอมาเลเซียนัดที่สาม 1-1 จากลูกยิงของ ดำรัส โรจนเสถียร 

 
         นัดที่ 4 เยาวชนไทยเจอกับเวียดนามใต้ปรากฏว่าไทยนำอยู่ 1-0 ถ้ารักษาสกอร์ได้จะผ่านเข้าชิงทันที แต่เมื่อทีมไทยนำกับมีการเล่นถ่วงเวลา บางทีเตะบอลโด่งขึ้นอัฒจันทร์เพื่อจะได้เก็บบอลช้าลง จนแฟนบอลไม่พอใจ แถมสุดท้ายเวียดนามมาตีเสมอได้ 1-1 เล่นเอาแฟนบอลไม่พอใจ

 
         พร้อมกับคืนเดียวกันนั้นแทนที่จะกลับเข้าแคมป์ที่พักหลังแข่งเสร็จแต่ทุกคนมีความคิดที่จะออกไปชมเกมระหว่างมาเลเซียกับพม่าที่แข่งคู่สุดท้าย ให้บังเอิญที่ทางประธานอย่าง ตนกู อับดุล ราห์มาน เดินทางไปเยี่ยมนักฟุตบอลที่แคมป์พอดี แต่ไม่เห็นมีใครอยู่สักคนทำให้รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ลงข่าว ''นักฟุตบอลเยาวชนไทยยกหนีจากค่ายพัก'' เป็นข่าวใหญ่โตจนนักบอลโดนลงโทษกันเป็นแถว แถมผลการแข่งขันมาเลเซียเอาชนะพม่า 4-0 ส่งผลให้มีคะแนนเท่ากับไทย และประตูได้เสียดีกว่า แต่ในสมัยนั้นทางไทยไม่ยอมนับลูกได้-เสีย เพราะก่อนแข่งไม่ได้มีการวางกติกาเอาไว้ ทำให้ไทยกับมาเลเซียต้องมาแข่งกันอีกครั้งในวันที่ 24 เม.ย. และเกมนี้เยาวชนไทยรวมพลังเอาชนะไปได้ 3-1 จาก ประเดิม ม่วงเกษม กด 2 ประตู และ สมศักดิ์ อ่อนสมา อีก 1 ประตู 

 
         เยาวชนไทยผ่านเข้าชิงชนะเลิศกับเกาหลีใต้ในวันที่ 26 เม.ย. 2505 ด้วยสภาพที่เป็นรอง แต่แฟนบอลนับหมื่นแห่เข้ามาชมกันจนที่นั่งไม่พอ ตกค้างอยู่ภายนอกอีกนับหมื่นที่เข้าสนามศุภชลาศัยไม่ได้ ความแออัดทำให้แฟนบอลล้นทะลักไปนั่งชมกันถึงลู่วิ่งด้านล่าง ถือเป็นวันสนามแตกครั้งแรกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
 
 
         เกาหลีใต้ออกนำก่อนจากการยิงของ ปั๊ก อิน ชอน แต่ว่าครึ่งหลัง ทวีพงษ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กัปตันทีมยิงแฉลบกองหลังเข้าไปตีเสมอให้ไทย 1-1 มาถึงตรงนี้ พล.อ.ประเทียบ เทศวิศาล เล่าถึงเหตุการณ์ให้ฟังว่า 

 
         ''หลังจากที่เราตีเสมอ 1-1 ตอนนั้นแฟนบอลเริ่มลุ้นกันหนัก ถ้าเกาหลีใต้ได้เตะมุมเมื่อไหร่แฟนบอลจะไม่ยอมหลีกให้เขาวิ่งเตะได้สะดวก แต่เมื่อทีมไทยได้จะแหวกหลบออกห่างเพื่อให้มีพื้นที่ ซึ่งประตูชัยมาได้ในนาทีสุดท้าย เมื่อได้เตะมุมทางฝั่งซ้าย ทวีพงษ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เปิดและบอลไปชุลมุนกันหน้าประตูเกาหลีใต้ก่อนที่จะโดนขาใครไม่ทราบเข้าประตูไป ส่งผลให้ทีมไทยเอาชนะไปได้ 2-1''

 
         ประตูนี้มีการเถียงกันภายหลังว่าโดนขาใครกันแน่ แต่ที่ดูจะน่าเชื่อถือที่สุดคือ สมศักดิ์ อ่อนสมา เพราะกล่าวอ้างว่าระหว่างบอลจะข้ามเส้นกองหลังเกาหลีใต้โหม่งมาโดนขาของเขาเข้าไป แต่ใครจะทำประตูได้ชั่วโมงนั้นไม่มีใครสนใจต่างดีใจกับแชมป์เอเชียสมัยแรกที่ได้มาครอง ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

 
         นี่คือตำนานที่ผ่านมา 50 ปีแล้ว และเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2555 ที่ผ่านมา บรรดานักเตะชุดแชมป์ถ้วยทองบางส่วนที่ยังแข็งแรงเดินทางมาพบปะสังสรรค์รำลึกความหลังกันอีกครั้งอย่างมีความสุขที่สนามศุภชลาศัย สังเวียนแข้งที่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ให้นักฟุตบอลรุ่นหลังต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน 

 

           กฤษณะ การะเกตุ

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : กฤษณะ การะเกตุ

จำนวนเรื่อง : 13
All post : 5
All view : 15,120
คอลัมน์ รายงานพิเศษ

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263