วันก่อนมีโอกาสสนทนาภาษาลูกหนังผู้รู้เรื่องฟุตบอลระดับเซียนท่านหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย ท่านมีความห่วงใยมายังวงการที่ท่านใช้ชีวิต ดื่ม..นอน..เตะ..ฟุตบอลมาทั้งชีวิต และได้ดิบได้ดีทุกวันนี้เพราะฟุตบอลล้วนๆ
ผู้รู้หรือ กูรู ท่านนี้คุยกับผมหลายเรื่องครับ แต่ที่เน้นเป็นพิเศษคือเรื่อง "บอลในสนาม" ที่มุมมองของคนระดับโค้ชที่ใช้ "ศาสตร์" ฟุตบอลทำให้ประสบความสำเร็จว่าเขามองอย่างไรเกี่ยวกับฟุตบอลบ้านเรา ข้อที่น่าสนใจเมื่อ "ผู้รู้" ตั้งคำถามกับผมว่า ลองนึกดูสิว่าเวลานี้ นักฟุตบอลไทยคนไหนมีฝีเท้าที่จัดว่าเข้าขั้นทวีปเอเชียบ้าง เรียกว่าพอจะทำให้เพื่อนร่วมทวีปรู้สึกหวั่นอกหวั่นใจเมื่อต้องเจอ
ผมตอบโดยไม่คิดเลยว่า
"มีไม่เกิน 3" และนึกได้เท่านั้นพยายามนึกอยู่เหมือนกันแต่มันนึกไม่ออก อีกทั้งลีกไทยอาชีพเวลานี้เพิ่งเริ่มต้นแค่ 3 ปี เพิ่งตั้งไข่ ยังต้องพัฒนามากขึ้นในเรื่องฟุตบอล เว้นเสียแต่ว่าจะไม่ได้พัฒนา เพราะข้อจำกัดของบอลไทยเวลานี้คือ
"การไม่ได้พัฒนา"
3 ปียังไม่สามารถสร้างหรือบันดาลให้นักเตะไทยฝีเท้ารุดหน้าขนาดนั้นมันต้องใช้เวลา...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทักษะส่วนตัว..ความเข้าใจเกม..ประสบการณ์ระดับในการเล่นหรือที่เรียกว่ากระดูกฟุตบอล สิ่งเหล่านี้ต้องพัฒนา แต่ถ้าหากการพัฒนาเป็นไปแบบไม่ถูกแนวทางหรือศาสตร์ฟุตบอล คงยากละครับ
อย่างที่ทราบคำว่า
"ศาสตร์".."วิชาการ" และ "ตำรา" ไม่ได้รับการปลูกฝังมากเท่ากับ
"ความเชื่อ" และ
"ความรู้สึก" ซึ่งคนไทยมีค่านิยม และซึมซับกับสิ่งเหล่านี้มานาน เนื่องจากเราไม่เชื่อเรื่องเชิงวิทยาศาสตร์ที่ใช้เหตุผลนำมาก่อน ขาดการวิเคราะห์, สังเคราะห์ เรียกว่า
"ใช้ความเชื่อ" ของตัวเองเป็นหลักนำ
ขูดต้นไม้เพื่อเล่นหวย...ฝันก็ตีความเป็นหวย...นี่เป็นหนึ่งในมากมายตัวอย่างที่ความรู้สึก ความเชื่อ และหากมันเป็นจริงขึ้นมา ขูดหวยเป็นเลขแล้วเกิดถูกหวยขึ้นมานั่นยิ่งทำให้เชื่อกันเข้าไปกันใหญ่ โดยไม่ดูหลักความจริงว่า ถ้าขูดหวยแล้วได้เลข ก็รวยกันทั้งประเทศแล้ว
เช่นกันครับเรื่องฟุตบอล...ทุกวันนี้ยังมีครูพักลักจำ..มีความรู้สึก ความเชื่อนำมาช่วยใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความเข้าใจผิดๆ ที่ว่าคนทำทีมฟุตบอล คนลงเงินทำทีมบอล มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ชี้นกเป็นนก เป็นไม้ และเข้ามาเทกโอเวอร์ เรื่องการทำทีมฟุตบอล ทั้งที่โดยหลักการเจ้าของเงินมีหน้าที่คือ
"สนับสนุน" ด้วยงบประมาณ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในทีม
ตรงนี้คืออุปสรรคขัดขวางการพัฒนา...เพราะนั่นเท่ากับงานโค้ช..ศาสตร์ลูกหนังไม่ได้รับการศึกษาและเรียนรู้ ใช้ความเชื่อ ความรู้สึกเป็นตัวชี้นำไป
ยกตัวอย่าง เรอัล มาดริด, แมนฯ ยูฯ, บาร์ซ่า กระทั่งบาเยิร์น มิวนิค ทีมชั้นนำระดับโลก เหล่านี้มีงบประมาณหมื่นล้าน..ในการทำทีม นั่นคือแรงสนับสนุน แต่นายทุนพวกนี้จะไม่กระโดดลงมาทำทีมบอลด้วยตัวเอง เพราะหน้าที่ต้องปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญคือ โค้ชและสตาฟฟ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วย, กายภาพ, หมอ, นักโภชนาการ ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเอง..ด้วยเพราะสิ่งที่นายทุนสามารถลงมือทำได้คือ...ติดตามดูผลงานของโค้ชว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องเลิกจ้างหาคนใหม่
เรื่องบอลในสนามก็เช่นกันครับ 3 ปีของไทยลีกเรายังคงใช้นักเตะชุดดั้งเดิมอยู่..ส่วนที่เพิ่งเริ่มต้นทยอยกันลงสนามก็คงเป็นนักเตะไทยยุคใหม่พึ่งจบม.6 ได้สักสองสามปี เท่านั้นเอง ยังไงก็ยังโตไม่ทันกับระบบบอลอาชีพ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้
ยิ่งก่อนหน้านี้มีโควตาต่างชาติ 5 คนลงสนามนั่นยิ่งไปกันใหญ่..เวลานี้แม้ลดลงเหลือ 3+1 แต่กฎนี้ก็ออกมาขัดขวางการเติบโตของเด็กไทยเพราะมีรายชื่อสำรองตัวต่างชาติอีก 2 สามารถส่งลงไปแทนเพื่อให้อยู่สนามตามโควตา ซึ่งตามหลักคิดมันก็คือคุณได้ใช้นักเตะต่างชาติมากกว่า 3 อยู่ดี
แบบนี้คงพัฒนานักเตะดาวรุ่งของไทยยากขึ้น...ยกเว้นแต่ทีมที่ไม่มีเงินมากพอที่จะทุ่มซื้อนักเตะฝีเท้าดีมาเสริมทัพ เมื่อบวกกับหลายสโมสรเวลานี้ไม่ค่อยเน้นเรื่องการพัฒนาศาสตร์ฟุตบอลเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เด็กๆ ดาวรุ่งก็หาโอกาสลงสนามยาก เท่าที่พอเห็นคือ เอสซีจี เมืองทอง กับ บีจี เอฟซี ที่พยายามผลักดันเด็กสร้างตัวเองเพื่อให้ก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ตามระบบมืออาชีพ ดูแล้วก็คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะพัฒนาเด็กไทยให้เติบโตมาเล่นฟุตบอลแล้วมีความสามารถเฉพาะตัวจัดเข้าขั้นระดับทวีป
ด้วยเพราะเป้าหมายสูงสุดของสโมสรในเมืองไทยเวลานี้คือทำทีมยังไงก็ได้ให้เป็นแชมป์ เพราะถ้าเป็นแชมป์แสดงความประสบความสำเร็จ ส่วนบอลจะเล่นสไตล์ไหน นักเตะมีความสามารถหรือไม่ มาทีหลัง ซึ่งข้อนี้แตกต่างจากทีมระดับโลกอย่าง แมนฯ ยูฯ, บาร์ซ่า, บาเยิร์น กระทั่งอาร์เซน่อล ที่ต้องใช้ฟุตบอลนำเป็นพื้นฐานเพื่อสู่ความสำเร็จ
ผู้รู้ลูกหนังอย่างช่ำชองท่านนั้นบอกกับผมว่า..."น่าเป็นห่วง" ว่าพัฒนาการบอลไทยคงหยุดชะงัก ถ้าหากไม่ใช้ฟุตบอลนำ..ยังใช้เงิน และความรู้สึกส่วนตัวของเจ้าของทีมมาทำฟุตบอลในสนาม มาเป็นตัวชี้นำและชี้วัด ความสำเร็จในการสร้างทีมบอลไทย ฟุตบอลต้องสร้างด้วยฟุตบอล...จึงจะมีพื้นฐานที่แน่นหนา และต่อยอดได้ยาวๆ
Jackie