คอลัมน์ : สกู๊ปพิเศษ จาก...สยามกีฬา โดย.. ลิ้ม ทรนง
ตอร์เรส พระเอก เมสซี่ ผู้ร้าย
26/04/2012 10:41:01 น.

เชลซี 10 คนยันบาร์ซ่าทะลุชิง ชปล. ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์



         เชลซี อาศัยหัวจิตหัวใจในความเป็นเลือดนักสู้อันกล้าแกร่งบุกมายันเสมอ บาร์เซโลน่า ได้ถึงคัมป์ นู 2-2 ทั้งที่ต้องเล่นแค่ 10 คนกว่า 50 นาที จากการโดนไล่ออกของ จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมคนเก่งแต่สุดท้ายด้วยเกมรับอันหนาแน่นคือตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศถ้วยใหญ่ของยุโรปได้เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของสโมสร


         หากเปรียบเกมที่คัมป์ นูเป็นภาพยนตร์ซักเรื่องหนึ่ง เชื่อเหลือเกินว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คงต้องได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่างแน่นอน เพราะเนื้อหานั้นเข้าขั้นดรามาลึกซึ้งกินใจ และไม่มีใครสามารถเดาได้เลยว่าเหตุการณ์ในตอนจบนั้นจะออกมาเป็นเช่นไร


         บาร์เซโลน่า ที่เกมนัดแรกในสแตมฟอร์ด บริดจ์ บุกอย่างเอาเป็นตายแต่ต้องพ่ายแพ้กลับออกมา เพราะเรื่องของโชคชะตานั่นจึงทำให้เกมนัดนี้พวกเขาต้องเปิดฉากโหมลุยหนักมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพื่อทวงประตูที่เสียไปกลับคืนมาโดยด่วน


         เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จัดการนำระบบการเล่น 3-4-3 ที่เขาคิดว่าสามารถช่วยให้ทีมเป็นฝ่ายคอนโทรลเกมแดนกลางได้ดีกว่าพร้อมกับเปิดเกมรุกบดขยี้ ซึ่งเหมาะสมกับ บาร์เซโลน่า ในยามที่ต้องการประตูมากกว่าระบบไหนๆ กลับมาใช้งานอีกครั้ง


         ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ 11 คนแรกของ ''เจ้าบุญทุ่ม'' จะเต็มพรึดไปด้วยบรรดาแนวรุกระดับพระกาฬ ซ้ำยังมีนักเตะแค่ 2 รายเท่านั้นคือ อเล็กซิส ซานเชซ และ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ที่ไม่ได้เติบโตมาจาก ''ลา มาร์เซีย'' ศูนย์ฝึกฟุตบอลอันเลื่องชื่อของสโมสร


         ขณะที่ทางฝั่ง เชลซี นั้น โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กุนซือชาวอิตาเลียนจัดการยึดทัพ 11 คนแรกชุดเดิมจากนัดแรกที่เฉือนเอาชนะมาได้หวุดหวิด 1-0 พร้อมกับเน้นแพ็กเกมรับแน่นหน้าตามสูตรของทุกทีมที่มาเยือนคัมป์ นูหลังจาก ''เจ้าบุญทุ่ม'' มีสถิติการเล่นในบ้านสุดแข็งแกร่งตะบันตาข่ายคู่ต่อสู้ไปแล้วถึง 102 ลูกทุกรายการในซีซั่นนี้


         ทฤษฎีการเล่น ''Park The Bus'' ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เคยคิดค้นมาสมัยคุม เชลซี มาเยือน บาร์เซโลน่า ถูก ดิ มัตเตโอ นำมาก๊อปปี้นำมาใช้งานอีกครั้งหลังจากใช้ได้ผลมาแล้วในเกมนัดแรก


         ทว่าสิ่งที่สะดุดตามากที่สุดเห็นหนีไม่พ้นชุดแข่งที่ เชลซี เลือกใช้ในเกมนี้เป็นสีขาวอันเป็นชุดเยือนลำดับที่สองของทีมเหมือนเจตนาต้องการจะเล่นสงครามจิตวิทยากับ บาร์เซโลน่า ที่เพิ่งถูก เรอัล มาดริด บุกมาซิวชัยคาถิ่นแบบเจ็บแสบ 1-2 จนส่อแววหมดลุ้นแชมป์ลา ลีกาฤดูกาลนี้


         เกมเริ่มต้นเป็นไปตามความคาดหมายเมื่อ บาร์เซโลน่า เป็นฝ่ายเปิดเกมรุกบดขยี้อันเป็นสิ่งที่เราเห็นกันอย่างชินตายามที่พวกเขาได้ลงเล่นในคัมป์ นู สังเวียนนรกสำหรับผู้มาเยือนก่อนที่ลางร้ายสำหรับ เชลซี จะเริ่มก่อตัวขึ้นก่อนเมื่อ แกรี่ เคฮิลล์ ปราการหลัวตัวหลักได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว และต้องส่ง โชเซ่ โบซิงวา ลงมาเล่นแทน


         ซึ่งการขาดหายไปของ เคฮิลล์ อีกหนึ่งแข้งเล่นได้อย่างโดดเด่นในเกมแรกที่สแตมฟอร์ บริดจ์ ทำให้การจัดระเบียบเกมรับของ เชลซี เริ่มมีรอยรั่วและก็เป็นทางด้าน เซร์คิโอ บุสเกตส์ ที่ซัดเผาขนให้ บาร์ซ่า ทวงสกอร์กลับมาได้ในที่สุด

 
        ถัดมานาทีเดียว เชลซี ก็ต้องเหลือแค่ 10 คนหลังจาก จอห์น เทอร์รี่ มาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังจากไปตีเข่าใส่ อเล็กซิส ซานเชซ และวินาทีนั้นทำให้เกมรับของ เชลซี เหลือเพียงแค่ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช เพียงรายเดียวเท่านั้นที่สามารถเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟได้


         หลังจากมีผู้เล่นมากกว่า บาร์เซโลน่า ก็เปรียบเสมือนฉลามได้กลิ่นคาวเลือดเปิดเกมโหมรุกลุยแหลกมากขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะมาทำประตูหนีห่าง 2-0 จากผลงานของ อันเดรส อิเนียสต้า 


         โมเมนตั้มของเกมทำท่าจะไหลเอนเอียงไปทาง ''เจ้าบุญทุ่ม'' แบบกู่ไม่กลับ แต่แล้วด้วยความผิดพลาดในเกมรับก็เปิดโอกาสให้ รามิเรส ดาวเตะทีมชาติบราซิลหลุดเข้าไปทำประตูระดับมาสเตอร์พีซด้วยการชิพข้ามหัว บิคตอร์ บัลเดส พร้อมกับช่วยให้ เชลซี มีสถานการณ์ได้เปรียบอีกครั้งจากอะเวย์โกล


         ครึ่งหลังสถานการณ์เหมือนจะกลับมาเข้าทาง บาร์เซโลน่า อีกครั้งหลังจากได้จุดโทษจากจังหวะทำฟาวล์ เชส ฟาเบรกาส ของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา แต่ทว่า ลิโอเนล เมสซี่ กลับโดนอาถรรพ์ที่ไม่เคยยิงประตู เชลซี ได้เลยใน 7 ครั้งที่พบกันเล่นงานจนแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันให้สตาร์อาร์เจนไตน์ยิงชนคานอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งที่โดยปกติเจ้าตัวมักเลือกที่จะยิงเรียดเล่นทางอยู่เสมอๆ


         ช่วงเวลาหลังจากนั้น บาร์เซโลน่า ที่ต้องการอีกหนึ่งประตูเพื่อพลิกสถานการณ์เข้ารอบก็ยิ่งโหมลุยแหลกมากขึ้นกว่าเดิมหลายร้อย แต่แล้วเสียงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าถิ่นเฉียดแสนคนในคัมป์ นูก็มีอันต้องเงีบบสงัด


         จะว่าด้วยความบังเอิญหรือไม่ประการใดก็ไม่อาจรู้ได้ เมื่อ เฟร์นานโด ตอร์เรส ดาวยิงหมายเลข 9 ของ เชลซี คือผู้ที่ซัดดับความหวังของ บาร์เซโลน่า เฉกเช่นกับหมายเลข 9 ของ เรอัล มาดริด อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เพิ่งยิงประตูดับฝันเจ้าบุญทุ่มในการคว้าแชมป์ลีกมาก่อนแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา


         ตอร์เรส ที่ถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองจัดการสวมบทฮีโร่ลงไปซัดประตูตีเสมอ 2-2 ให้ทีมและถือว่าเจ้าตัวค่อนข้างมีสถิติที่ถูกโฉลกในการทะลวงตาข่าย บาร์เซโลน่า อย่างมากหลังจากซัดไปแล้วถึง 8 ลูกจาก 11 เกมที่พบกัน นับตั้งแต่สมัยที่ค้าแข้งให้ แอต.มาดริด


         ผลเสมอ 2-2 ในเกมนี้ส่งผลให้ บาร์เซโลน่า มีอันต้องกระเด็นตกรอบรองชนะเลิศไปด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-2 และถือเป็นอีกทีมที่โดนอาถรรพ์แชมป์เก่าเล่นงาน หลังจากสถิติระบุชัดว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ชื่อยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่เคยมีทีมใดที่สามารถป้องกันแชมป์ได้เลย


         ขณะที่ทางด้าน เชลซี ก็สามารถผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีสภาพที่สะบักสะบอมพอสมควรหลังการติดโทษแบนของ 4 ดาวเตะแกนหลักอย่าง จอห์น เทอร์รี่, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, ราอูล เมยเรเลส และ รามิเรส ที่ทำได้แค่นั่งเชียร์เพื่อนเท่านั้นในเกมนัดชิงดำที่มิวนิควันที่ 19 พ.ค. นี้


         นอกจากนี้จากผลการแข่งขันที่ออกมาถือว่าอาจจะชี้ชะตาอนาคตการคุมทีมของสองกุนซือทั้งสองทีมเลยก็ว่าได้ เมื่อ บาร์เซโลน่า ที่ผิดหวังมา 3 นัดติดจนหมดลุ้น 2 รายการสำคัญอย่าง ลา ลีกา สเปน และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่งผลให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เหลือแค่ด้วยโกปา เดล เรย์ เพียงรายการเดียวเท่านั้นที่จะชิงชนะเลิศกับ แอธ.บิลเบา และมีกระแสข่าวออกมาว่า เจ้าตัวอาจจะหันหลังให้กับทีมหลังจากจบซีซั่นนี้โดยเจ้าตัวออกมาเปิดเผยว่า

 
        ''เรื่องอนาคตของผมน่ะเหรอ? ผมจะตัดสินใจภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แหละ ผมจะเข้าไปคุยกับท่านประธานสโมสร (ซานโดร โรเซลล์) และเราจะหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อสโมสร''

 
        พร้อมกันนั้น ''เป๊ป'' ยังเอ่ยปากยอมรับว่า ตนรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากกับการตกรอบ แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งนี้ แต่ก็รู้สึกพอใจที่ลูกทีมเล่นได้ยอดเยี่ยม แม้สุดท้ายไม่สมหวังก็ตาม ''นี่คือครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกเสียใจแบบสุดๆ ผมคิดว่า เราเล่นได้ยอดเยี่ยมแล้วนะ''

 
        ''เราทุ่มเททำทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศให้ได้ พวกเราทำทุกอย่างที่สามารถทำได้แล้ว แต่เราก็ล้มเหลว เราไม่สามารถทำได้ในช่วงเวลาสำคัญ เกมนัดชิงฯ เป็นอะไรที่สุดยอด แต่ครั้งนี้เราทำได้แค่ดูในทีวี เราเล่นกันได้ดี แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ บางครั้งฟุตบอลมันก็เป็นแบบนี้แหละ ซีซั่นนี้มันไม่ใช่ซีซั่นของเราจริงๆ''


         ขณะที่ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กุนซือรักษาการของทีมที่เข้ามาคุมทัพแทน อันเดร วิลลาช-โบอาช และใช้เวลาเพียงแค่เดือนครึ่งในการพา เชลซี เข้าชิงชนะเลิศสองรายการสำคัญอย่าง เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็มีลุ้นที่จะได้รางวัลจาก โรมัน อบราโมวิช ด้วยสัญญาการคุมทัพถาวรจากผลงานอันยอดเยี่ยมไม่น้อยเลยทีเดียวโดยเจ้าตัวออกมาเปิดเผยว่า

 
        ''มันเป็นผลงานที่น่าเหลือเชื่อมากในวันนี้ลูกทีมของผมได้แสดงทัศนะคติอันยอดเยี่ยมออกมาให้เห็น บาร์เซโลน่า คือทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโลก แต่เราได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะเป็นผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เราตั้งรับได้อย่างเหนียวแน่นและเราก็มีโชคอย่างมาก ซึ่งถือเป็นสิ่งที่คุณต้องการเสมอ''


         ลิ้ม ทรนง
คอลัมน์อื่น ๆ
Comment

ลิ้ม ทรนง
นามปากกา : ลิ้ม ทรนง

จำนวนเรื่อง : 16
All post : 8
All view : 33,958
คอลัมน์ สกู๊ปพิเศษ จาก...สยามกีฬา

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263