คอลัมน์ : แจ๊คกี้เขียนถึงลูกหนังไทย โดย.. Jackie
สินค้าที่ชื่อไทยพรีเมียร์ลีก
20/04/2012 7:40:29 น.


     ก.ค.ที่จะถึงนี้จะครบรอบ 20 ปีของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการฟุตบอลระดับโลก ที่อยากจะเชื่อมโยงเข้ากับฟุตบอลไทยเพราะมีอะไรหลายอย่างใกล้เคียงกันและยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ผู้คนรับรู้ไม่เท่ากัน ขึ้นกับว่ารับสารมาอย่างไรกันบ้าง




        ลองอ่านตามไปทีละบรรทัดนะครับว่า...มันคืออะไรและเป็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

        ก.ค.1991 สมาคมฟุตบอลอังกฤษบรรลุข้อตกลงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการลีกอาชีพทั้ง 4 ดิวิชั่นของอังกฤษซะใหม่ ด้วยเป้าหมายเพื่อ "มีงบประมาณ" เพิ่มมากขึ้นและสามารถแข่งขันกับลีกประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปได้แกร่งขึ้น
 


        โดยช่วงทศวรรษที่ 80-90 ช่วงที่อังกฤษถูกแบนห้ามแข่งขันจากยุโรป ส่งผลให้ผลงานไม่พัฒนาแถมเจออำนาจเงินของทีมจากกัลโช่ ไม่ว่าจะเป็น เอซี มิลาน, อินเตอร์, ยูเวนตุส ทุ่มเงินซื้อสตาร์ดังจากทั่วโลกไปร่วมทีมเช่นเดียวกับ ลา ลีกา ของสเปน มีเรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า ที่ใช้เงินทุ่มทุนมหาศาล จนนักเตะดังๆ ระดับโลกอยู่ที่สองลีกดังนี้หมด ยังผลให้ทีมจากอังกฤษที่เคยยิ่งใหญ่กลับมีผลงานตกต่ำลง



        ดังนั้นสมาคมฟุตบอลอังกฤษจึงมีการยกระดับดิวิชั่นหนึ่งเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีก คือลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษมีจำนวน 22 ทีม (เวลาต่อมาลดเหลือ 20 ทีม) แยกตัวออกมาบริหารจัดการกันเองโดยมีองค์กรอิสระชื่อ ''อิงลิช พรีเมียร์ลีก'' เป็นรูปแบบบริษัทจำกัด ดำเนินการบริหารเรื่อง สิทธิประโยชน์, เรื่องเชิงการตลาด และหาสปอนเซอร์มาสนับสนุน พรีเมียร์ลีก 

 

        โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษดูแลเรื่องกฎ กติกา มารยาท ระเบียบข้อบังคับ และจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิประโยชน์ของ "อิงลิช พรีเมียร์ลีก"

 

        ขณะที่อีก 3 ดิวิชั่น เปลี่ยนชื่อเป็น ด.1, ด.2 และ ด.3 ดำเนินการโดยอีกหนึ่งองค์กรคือ "ฟุตบอลลีก" (มีคณะกรรมการแยกออกมาจากสมาคมฟุตบอล) แต่ยังอยู่ภายใต้อำนาจของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ แข่งขันตามปกติ มีเลื่อนชั้นขึ้นมาพรีเมียร์ลีกและตกชั้นไประดับล่าง 

 

        จากนั้นในฤดูกาลต่อมาคือ 1992 หลังจากฟอร์มรูปร่างองค์กรอิสระ "อิงลิช พรีเมียร์ลีก" เรียบร้อยแล้ว ฟุตบอลอังกฤษในซีซั่นใหม่นี้เปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ชิพแล้วค่อยมาเป็นพรีเมียร์ลีกในทุกวันนี้ โดยคณะกรรมการบริหารทั้งหมดช่วยกันดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์...หาสปอนเซอร์มาสนับสนุนเพื่อหางบประมาณและรายได้ไม่ว่าจะมาจากสปอนเซอร์, การขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

 

        โดยมี "บีสกายบี" สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี เป็นหนึ่งในเครือข่ายบริษัทที่เป็นสื่อของ รูเพิร์ต เมอร์ดอค ที่มีกิจการ วิทยุและหนังสือพิมพ์ (เดอะ ซัน) เป็น "เอเยนซี่" ที่เข้ามาดูแลสิทธิ์ประโยชน์โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศอังกฤษ ผ่านทางเคเบิลทีวีของบริษัทคือ "สกาย ทีวี" ในช่องสัญญาณ สกายสปอร์ต และยังได้ขายลิขสิทธิ์ไปทั่วโลก ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามายังพรีเมียร์ลีกก้อนโต เป็นไปตามเจตนารมณ์ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษที่คาดหวังว่าพวกเขาจะมีงบประมาณมาให้สโมสรสมาชิกต่อสู้กับยอดทีมในกัลโช่และ ลา ลีกา ของสเปน

 

        ทีมแชมป์อย่างครั้งแรกคือแมนฯ ยูไนเต็ด ได้เงินส่วนแบ่งประมาณ 815,210 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทย ตอนนั้นคือ 32 ล้านกว่าบาท จาก "เอเยนซี่" คือสกายสปอร์ต ถือว่าน้อยมาก

 

        แมนฯ ยูฯ ได้แชมป์ครั้งแรกมีเงินเข้าสโมสรแค่ 8 แสนกว่าปอนด์ เมื่อรวมกับเงินรางวัลทั้งหมดถึงบ๊วยที่ตกชั้นคือ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในซีซั่นแรกของพรีเมียร์ลีก "เงินรางวัล" อันเป็นสิทธิประโยชน์ของสโมสรสมาชิกรวมกันตั้งแต่อันดับ 1 ถึง 22 เป็นเม็ดเงิน 9.3 ล้านปอนด์ โดยประมาณ (370 ล้านบาท) ถือว่าไม่มากมายอะไร แต่ก็เป็นรายได้ทางหนึ่งของสโมสร นอกเหนือจากตั๋ว, ของที่ระลึก, สปอนเซอร์ของทีม

 

        สำคัญยิ่งคือปีแรกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุนการแข่งขัน "สกายสปอร์ต" ในฐานะเอเยนซี่ผู้ดูแลสิทธิ์ประโยชน์ก็ต้องใช้สื่อของตัวเองที่มีอยู่ทั้งหมดทั้งทีวี, วิทยุและหนังสือพิมพ์ช่วยกัน "โปรโมต" และยกระดับให้พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บูมและโด่งดังเพื่อให้สปอนเซอร์เข้ามาเทงบประชาสัมพันธ์ให้ได้ จนปัจจุบันสปอนเซอร์หลักของพรีเมียร์ลีกคือ "บาร์เคลย์" หรือธนาคารบาร์เคลย์อันมีชื่อเสียงโด่งดังของอังกฤษนั่นเอง

 

        ย้อนกลับมาเปรียบเทียบของไทย..ในวันนี้ไทยพรีเมียร์ลีกแข่งขันลีกอาชีพมา 3 ปีย่างเข้าปีที่สี่ ลักษณะการดำเนินงานก็เหมือนอังกฤษทุกอย่างแหละครับ...มีองค์กรอิสระคือ บริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก ที่ดูแลเรื่องสิทธิ์ประโยชน์แยกออกมาจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย 

 

        โดย "เอเยนซี่" ที่เข้ามาดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ในลักษณะเดียวกับ "สกายสปอร์ต" ในเมืองไทยก็คือ บ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีสื่อทีวี, วิทยุ และหนังสือพิมพ์เหมือนกันทุกอย่าง ตรงนี้คือ "ศักยภาพ" ที่บริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก มองเห็นและอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ บริษัท นี้ช่วยดำเนินการจัดการแข่งขันฟุตบอลไทยแลนด์ลีกมาตั้งแต่ยุคสมัยที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อง "ผลประโยชน์" ในวงการฟุตบอลไทยมากเท่ากับสามสี่ปีที่ผ่านมา

 

        ประเด็นคือว่า...บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแจกแจงตัวเลขในการทำธุรกิจของตัวเองออกสู่สาธารณชน เหมือนกับที่ สกายสปอร์ต...ของอังกฤษ..เหมือนที่ลา ลีกา สเปน, กัลโช่ ที่ "เอเยนซี่" ผู้รับผิดชอบดูแลสิทธิประโยชน์ เหมือนกันทั่วโลก ไม่มีเอเยนซี่หรือเอกชนที่ไหนเขาจะมาเปิดเผยตัวเลขการทำธุรกิจของตัวเอง

 

        หน้าที่ของบริษัทในฐานะเอเยนซี่ คือพยายามทำให้บอลไทยได้รับความนิยม...สร้างมูลค่าการตลาด เพื่อให้สปอนเซอร์เข้ามาเทงบประมาณแล้วนำรายได้เข้าสู่สมาชิกสโมสรตามความเหมาะสม มันเป็นการทำธุรกิจเกี่ยวกับฟุตบอลอาชีพของบริษัท เอกชนกับ สโมสรฟุตบอล (บริษัท ฟุตบอลจำกัด) ด้วยกัน

 

        แต่เมื่อบริษัท สยามสปอร์ตฯ ต้องการแจกแจงตัวเลขให้สังคมรับทราบก็สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ...ในการทำงานกับวงการฟุตบอลไทยซึ่งก็ทำมาตลอดตั้งแต่ยังเป็น ไทย ซอคเก้อร์ลีก สมัยผมเด็กๆ (แฟนบอลรุ่นใหม่คงไม่รู้จัก ไทย ซอคเก้อร์ลีก) ก็ขาดทุนมาตลอดจนถึงยุคไทยแลนด์ลีกและมาเป็นไทยพรีเมียร์ลีก 30 กว่าปีในวงการนี้

 

        ผมไม่เห็นด้วยที่บริษัทออกมาชี้แจงเรื่องนี้ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่และไม่มีความจำเป็น..ต้องทำเช่นนั้นในเมื่อนี่คือการทำธุรกิจของบริษัท เอกชน เราไม่ใช่กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานราชการที่เอา "ภาษีราษฎร" (ของผมด้วย) มาทำโครงการต่างๆมากมาย แบบนั้นต้องโดนตรวจสอบครับ (ซึ่งก็ไม่เคยมีใครตรวจสอบอะไรได้) นี่คือธุรกิจภาคเอกชน..ที่ทำกับบริษัท เอกชน ด้วยกันคือ บ.ไทยพรีเมียร์ลีก กับสยามสปอร์ต พีแอลซี 

 

        ช่อง 7 ช่อง 3 เคยออกมาบอกต่อสาธารณชนหรือมั้ยครับว่าพวกเขาได้เงินจากสปอนเซอร์หรือจัดการแข่งขันกีฬาอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วมีส่วนแบ่งอะไรกันอย่างไร อย่าง "แชมป์กีฬา 7 สี" ช่อง 7 ต้องออกมาชี้แจงหรือไม่ครับว่าพวกเขาใช้เงินไปเท่าไหร่ อย่างไร....นี่คือธุรกิจภาคเอกชนนะครับ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อน...
 


        ผมว่าสังคมหลงประเด็นไปหมดแล้วครับ...ฟุตบอลอาชีพคือการทำธุรกิจของภาคเอกชนไม่เกี่ยวกับหน่วยงานรัฐหรือราชการครับ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อนจะมาสร้างกระแส....อะไรกันแบบนี้ 


                                                                      Jackie

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment

อดิสรณ์ พึ่งยา
นามปากกา : Jackie

จำนวนเรื่อง : 272
All post : 6,451
All view : 4,898,573
คอลัมน์ แจ๊คกี้เขียนถึงลูกหนังไทย

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263