ในโลกใบนี้นอกจากฟุตบอลสนามใหญ่ที่เป็นเมนหลักของกีฬาชนิดนี้แล้วปัจจุบันนี้ ยังมีเกมลูกหนังที่แตกแขนงออกมาอีกหลากหลายชนิดบัญญัติกติกากันขึ้นมาใหม่อาทิ ฟุตซอล หรือฟุตบอลโต๊ะเล็กที่ได้รับความสนใจเล่นกันอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก เช่นเดียวกับ ฟุตบอลชายหาด ซึ่งเล่นกันมากในแถบยุโรปและอเมริกาใต้
ฟุตบอล 7 คน บ้านเราฮอตฮิตกันมากในศึกฟุตบอล 7 คนชิงแชมป์กีฬา 7 สี และ ฟุตวอลเลย์ กีฬาลูกหนังสายพันธุ์ใหม่ที่ผสมผสานกันระหว่าง ฟุตบอลชายหาดกับตะกร้อ และ วอลเลย์บอลชายหาด ซึ่งก่อนหน้านี้นักฟุตวอลเลย์ของไทยก็ไปสร้างชื่อเสียงระดับโลกมาแล้ว
ในบรรดาเกมลูกหนังสายพันธุ์ใหม่ บ้านเรา กีฬาฟุตซอลเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว อดีตเคยเดินทางไปเล่นโต๊ะเล็กชิงแชมป์โลก 3 สมัย กำลังจะย่างก้าวสู่ สมัยที่ 4 ประเทศไทยเราจะเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางปีนี้ อีกหนึ่งชนิดที่ถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ ถ้าเอาจริงเอาจัง มั่นใจว่าน่าจะไปโรจน์ในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือ "ฟุตบอลชายหาด"
ย้อนหลังกลับไปสักเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว อะดรีนาลินของแฟนบอลชาวไทยได้สูบฉีดไปทั่วร่างกาย เมื่อไทยมีฟุตบอลชายหาด เป็นครั้งแรก ซึ่งใช้ทรัพยากรนักเตะที่มาจากฟุตซอลทีมชาติไทยเล่นเป็นส่วนใหญ่ผสมผสานกับพวกที่มาจากฟุตบอลสนามใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น อนุชา มั่นเจริญ, พงษ์ศักดิ์ - ณรงค์ศักดิ์ คงแก้ว, ยุทธนา พลศักดิ์, ฯลฯ ไปโชว์เวทีฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์โลก ปี 2002 ที่ประเทศบราซิล เป็นเจ้าภาพ
ครั้งกระนั้นควบคุมดูแลการแข่งขันโดย ฟีฟ่า ยุโรปมี 4 ทีม โปรตุเกส, อิตาลี, สเปน, ฝรั่งเศส, อเมริกาใต้ 3 ทีม บราซิล เจ้าภาพ อุรุกวัย, อาร์เจนตินา และเอเชีย ไทย
เห็นรายชื่อทีมไทยอาจจะเป็นรองทุกชาติ เพราะทีมเหล่านี้ถ้าว่ากันตามเวทีบอลโลกแล้ว ล้วนแต่เขี้ยวลากดิน แต่กลับกันขุนพล
"ตีนเปล่าลุ่มน้ำเจ้าพระยา" โชว์ผลงานได้แจ่มตาอีกต่างหาก
โดยรอบแรกถูกจับให้มาอยู่ในสาย เอ เจอยอดทีมของโลกอย่าง บราซิล, ฝรั่งเศส, สเปน แน่นอนว่าเจอชื่ออย่างนี้ ใครหลายคนอาจจะมองว่าไม่น่าจะรอดผลงานเอาแค่รอบแรกไม่โดนยิงเละก็น่าจะสวยงามแล้ว
ทว่าแข้งตีนเปล่าไทยชุดนั้นกับช็อกโลกด้วยการเขี่ยทั้งฝรั่งเศส และสเปน ตกรอบแรกโดยนัดแรก แพ้ บราซิล 0-6 นัด 2 ชนะ ฝรั่งเศล 5-4,นัด 3 ชนะ สเปน 4-3 เก็บ 6 แต้มเต็ม แต่น่าเสียดายตรงที่รอบรองชนะเลิศ แพ้ให้กับโปรตุเกส หวุดหวิด 2-3 ก่อนที่รอบชิงอันดับ 3 จะแพ้อุรุกวัย 3-5 คว้าอันดับ 4 ไปครอง
ทว่าเวลาต่อมาไม่มีคนสานต่อก็เลยเงียบหายไปตามกาลเวลา ทำให้พวก ญี่ปุ่น, อิหร่าน, ยูเออี หรือแม้กระทั้งโอมาน แซงหน้าไปเวทีชิงแชมป์โลกหลายปี ขณะที่สมาคมฟุตบอลไทยพยายามที่จะให้ฟุตบอลชายหาดกลับมาอีกทีในห้วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาก็โดน 4 ทีมที่กล่าวมาข้างต้นถลุงยับเยินแพ้แบบสู้ไม่ได้ถึง 10 ลูกขึ้นไปก็เลยต้องพับฐานไปก่อน
ปีนี้สมาคมฟุตบอลไทยฯ กลับเอาฟุตบอลชายหาดมาปัดฝุ่นอีกครั้งโดยมอบหมายงานให้ "บังยา" กิตติพัฒน์ มีสุวรรณ คนหนุ่มไฟแรงสูง ที่มีความรู้ความชำนาญและมีเวลาทุ่มเทให้กับ ฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทยอย่างเต็มที่ เบื้องต้นสร้างผลงานในเวที
"เอเชียนบีชเกมส์" ที่เมืองไห่หยาง ประเทศจีน ช่วงมิถุนายนนี้ให้ได้เป็นกระแสเสียก่อน
แล้วค่อยซึมซับผลักดัน
"ฟุตบอลชายหาด" จัดการแข่งขันในระบบลีก ปีแรกเอาสัก 6-8 ทีม ใช้วิธีการเดินสายไปแข่งขันจังหวัดที่มีชายหาด อาทิ พัทยา, ภูเก็ต, กระบี่, ระยอง, ระนอง ก็ว่ากันไป หลังจากนั้นก็ค่อยผลักดันสู่ทัวร์นามเมนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย, กีฬาแห่งชาติ, กีฬามหาวิทยาลัย ก็น่าจะทำให้ฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทยมีตัวเลือกและทรัพยากรนักเตะมากขึ้น
นี่คือโปรเจกต์ที่คิดเอาไว้ของคนรุ่นใหม่ที่ชื่อ
"กิตติพัฒน์ มีสุวรรณ" แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็อยากจะให้ภาครัฐบาลเข้ามาให้ความสำคัญกับฟุตบอลชายหาด โดยเฉพาะในเรื่องของเงินงบประมาณการทำทีมเพราะเวลานี้ต้องยอมรับว่า คนจัดการแทบทุกอย่าง คือ
"บังยา" กิตติพัฒน์ มีสุวรรณ ประธานพัฒนาฟุตบอลชายหาดและควบตำแหน่ง ผจก.ทีม ทำงานโดดเดี่ยวจนเกินไป
ถ้ามีเงินมาช่วยกันทุกอย่างก็จะดีขึ้นตามลำดับไม่ว่าจะทำลีกฟุตบอลชายหาดให้เป็นรูปธรรม และทำให้ประชาชนเล่นฟุตบอลชายหาดอย่างจริงจัง เพื่อต่อยอดเล่น กีฬาแห่งชาติ และ คนรุ่นใหม่ใช้เวทีกีฬามหาวิทยาลัย ไต่สู่เป้าหมายเดียวกันคือทีมชาติไทย แต่ถ้าไม่มีงบประมาณมาช่วยเหลือทุกอย่างก็จะหยุดการพัฒนา
เข้าสู่ระบบเดิมๆ อีกครั้งคือเวลามี กีฬาเอเชียนบีซเกมส์ แล้วก็หานักเตะมาเล่นเป็นทัวร์นาเมนต์ไปมันก็จะทำให้การพัฒนาขีดความสามารถของฝีเท้าเป็นไปแบบไม่ยั้งยืน ฝากเอาไว้ด้วยครับ
งาช้างดำ