ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ 4 กำลังจะเริ่มเขี่ยบอลในวันเสาร์ที่ 17 และ วันอาทิตย์ที่ 18 มี.ค. นี้แล้ว หลังจากใช้เวลาแตะเบรกไม่นานเหมือนปีกลายทุกอย่างกำลังเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น แม้จะยังคงมีปัญหาให้แก้ไขในหลายๆ จุด แต่นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้ากับความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ตรงนี้คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากระดับสมัครเล่นเพื่อก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ
กฎ กติกา มารยาท มีไว้เพื่อควบคุม..ดูแล ให้หมู่มวลสมาชิกในร่มคันใหญ่ของวงการฟุตบอลไทยอยู่รวมกันอย่างมีระบบระเบียบ ไม่แตกแถว สร้างปัญหาและความเดือดร้อนจนไม่อาจดำเนินกิจการฟุตบอลอาชีพต่อไปได้ ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ สำหรับการก่อร่างสร้างตัวของบอลอาชีพไทยแลนด์แดนสยาม
ลองสังเกตลีกอาชีพในยุโรปต้นแบบดูได้ครับ...ปัญหาของพวกเขากับปัญหาของพวกเรามันคนละแบบ แต่ท้ายที่สุดแล้วเส้นแบ่งระหว่างกติกากับการละเมิดกติกาวงการฟุตบอลนั้นพวกเขาจะพยายามไม่เดินเฉียดไปใกล้ พวกเขาเคารพในวงการฟุตบอลตัวเองเพื่อมิให้วงการฟุตบอลล่มสลาย ด้วยการเคารพต่อ กฎ กติกา มารยาท
ตรงนี้คือเรื่องที่วงการของเรายังต้องเรียนรู้และมันคือเรื่องที่ยากกว่าปกติแต่ก็ไม่ถึงกับจะยากเกินกว่าจะปฏิบัติตามได้ เพียงแต่มันต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าลืมว่าปัญหาพื้นฐานของสังคมฟุตบอลก็เหมือนปัญหาพื้นฐานในสังคมไทยทั่วไป
คนไทยส่วนใหญ่ชอบละเมิดกติกา....ไม่ค่อยมีวินัยและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ เชื่อว่าฟุตบอลอาชีพของไทยน่าจะมีส่วนช่วยเป็นต้นแบบของสังคมให้ทุกคนเล่นในกฎ กติกา และมีมารยาท เพื่อให้เคารพต่อสังคมและวงการฟุตบอล
สำหรับฤดูกาลที่ 4 คาดว่าน่าจะเป็นฤดูกาลที่การแข่งขันทุกระดับ ตั้งแต่กลุ่มลุ้นแชมป์ไปจนถึงกลุ่มตกชั้น สู้กันอย่างสนุก ตื่นเต้นและสูสียิ่งๆขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลุ้นแชมป์นั้นแน่นอนเหลือเกินว่า "แชมป์เก่า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่แม้จะโดนปรามาสเรื่องกฎนักเตะต่างชาติจาก 5 มาเหลือ 3+1 แต่ด้วยแนวทางอันแน่วแน่ของประธานสโมสรบวกกับความตั้งใจจริงของชาวปราสาทสายฟ้า พวกเขายังคงเป็นทีมเต็งหนึ่งอย่างไม่มีใครสงสัย
นอกเหนือไปจากขุมกำลังชุดเดิมที่ผ่านความสำเร็จ มีประสบการณ์ลุ้นแชมป์แล้ว ตรงนี้คือความมั่นใจ กระดูกฟุตบอลพร้อมสำหรับงานใหญ่ พวกเขายังมีการเสริมทัพที่น่าจับตามองไม่ว่าจะเป็นนักเตะอุซเบกิสถานอย่าง อัสการ์ ยาดิเกรอฟ นักเตะญี่ปุ่น ชิโนะสึเกะ ฮอนดะ การผลักดันนักเตะอย่าง สุมัญญา ปุริสาย, จิรวัฒน์ มัครมย์ เพื่อให้ทำงานร่วมกันกับโควตาต่างชาติ 3 คน และกลุ่มนักเตะทีมชาติไทยอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรหม, สุเชาว์ นุชนุ่ม, สุรัตน์ สุขขะ, ธีราทร บุญมาทัน
การประสานงานในทีม...ความแข็งแกร่งเรื่องวินัยอันเข้มข้น...ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันแชมป์ของบุรีรัมย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าจะค้นหาจุดอ่อนของพวกเขาเชื่อว่ามองไม่ค่อยเห็นครับ อย่างเกมที่ผิดพลาดในฟุตบอลก่อนเปิดฤดูกาลกับชลบุรี เอฟซี นั้นเป็นเพราะว่าพวกเขาประมาทเกินไปหน่อย
ตรงนี้ต้องระวังเพราะนี่คือเกมที่สองแล้วที่บุรีรัมย์ยิงก่อน 2-0 แล้วโดนตีเสมอ 2-2 ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคงเป็นการเล่นสามสี่ถ้วยใหญ่ในหนึ่งซีซั่นเหมือนที่เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เจอมาแล้ว เพราะพวกเขาต้องเล่นบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบแบ่งกลุ่มอีกด้วย การจัดทีม...การหมุนนักเตะใช้งาน ถ้าลงล็อกก็ดีไปถ้าไม่เข้าที่เข้าทางอาจเสียแต้มได้ง่ายเช่นกัน
นั่นคือภาพกว้างๆของทีม
"เต็งหนึ่ง" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แล้วผู้ท้าชิงละครับ...สำหรับผมมองว่าทั้ง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และ ชลบุรี เอฟซี นั้นจัดว่าเป็นผู้ท้าชิงอันดับสองในระดับที่ไม่ต่างกันมาก ต่างฝ่ายต่างมีการเสริมสรรพกำลังกันอย่างน่าจับตามองและเป็นนักฟุตบอลที่นำเข้าทีมมาในแบบไม่ธรรมดา ใช้งานได้เลย
อีกทั้ง
"แรงขับ" ของพวกเขามีค่อนข้างสูงหลังจากล้มเหลวเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้พวกเขาจะเน้นมากขึ้นกว่าปีที่แล้วหลายเท่า ตรงนี้ถือว่าเป็นปัจจัยเสริมที่จะทำให้ทั้งสองทีมสร้างความยากลำบากให้กับ
"บุรีรัมย์" ด้วย
โดยเฉพาะ
เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มีการปรับเปลี่ยนทีมครั้งสำคัญบวกกับพลังหนุนจากเอสซีจี ที่กระโดดเข้ามาร่วมทุนด้วยการใช้แบรนด์ใหญ่แห่งค่ายธุรกิจการค้าปูนเชื่อมกับแบรนด์ใหญ่ในโลกฟุตบอลไทย ตรงนี้ถือว่าเป็นแรงสนับสนุนที่จะทำให้เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กลับมาอย่างน่ากลัว
ส่วนเรื่องในสนามนั้นการได้นักเตะทีมชาติมาซิโดเนียที่ชื่อ
มาริโอ ยูรอฟสกี้ ลูกชายอดีตยอดนักเตะมาซิโดเนีย มิลโก ยูรอฟสกี้ มาเสริมเกมรุกคงเป็นมิติที่หลากหลายและช่วยทำให้เกมรุกมีสีสันมากยิ่งขึ้น ทีมมีเงื่อนไขในการโจมตีเพิ่มขึ้นกว่าปกติ
เอกภูมิ โพธารุ่งโรจน์ ปีกความเร็วสูงที่พร้อมทำลายฟูลแบ็กทั่วประเทศ บวกกับสองนักเตะทีมชาติเกาหลีเหนือไม่ว่าจะเป็น รี กวาง โช, โช คุม โชล น่าจะเป็นการเสริมทัพที่ยกระดับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ให้สูงขึ้นกว่าปีก่อน แถมยังได้โค้ชฝีมือดีที่เคยเป็นยอดนักเตะทีมชาติยูโกสลาเวียเดิม...แฟนบอลนอกโดยเฉพาะแฟนบอลสเปนต้องรู้จัก สลาวิซ่า โยคาโนวิช (ดังพอตัวสมัยผมเริ่มต้นเป็นนักข่าวสยามกีฬา)
เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไม่เพียงแต่จะทำให้บุรีรัมย์ ลำบากใจมากแต่พวกเขายังพร้อมที่จะกระชากแชมป์กลับคืนมาให้ได้ เช่นเดียวกันกับ
"ต้นแบบ" บอลอาชีพอย่างชลบุรี เอฟซี ที่ห่างหายความสำเร็จไปนาน ปีนี้ได้
"โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล เสริมทัพได้น่าสนใจ
ไม่ว่าจะเป็น โธมัส ตัวทีมชาติโตโกชุดบอลโลก 2006, ชอน กวาง จิน อดีตแชมป์เอเอฟซี ชปล. กับ ซองนัม อิลวา เมื่อสองปีก่อน ได้ลูโดวิค ทาคาม อดีตดาวซัลโวไทยลีกสองปีก่อนจากพัทยา อันแดร์สัน โดส ซานโตส เซนเตอร์ตัวใหญ่จากบุรีรัมย์ บวกกับขุมกำลังดั้งเดิมที่มีอยู่ ยิ่งได้ความมั่นใจจากการล้มบุรีรัมย์ในถ้วย ก มาหมาดๆ รับประกันคุณภาพได้ว่า
"ฉลามชล" พร้อมล่าแชมป์ด้วยเช่นกัน
สัปดาห์แห่งความตื่นเต้น...กำลังมาถึงแล้วทุกคนก็ตื่นเต้นกับบรรยากาศ แฟนบอลทุกทีมก็พร้อม..ผู้บริหารทุกทีมก็เตรียมตัวเข้าสนามฟุตบอลในเสาร์-อาทิตย์ ทีมสื่อมวลชนทุกแขนงยิ่งพร้อมมากขึ้น ผมได้ข่าวว่าช่อง 7 สี ลงทุนนำเฮลิคอปเตอร์ เหยี่ยวเวหา จากฝนฟ้าอากาศอันโด่งดังไปร่วมทำข่าวนัดเปิดสนามที่ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม ระหว่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ เชียงราย ยูไนเต็ด หลังจากใช้ถ่ายทอดสดฟุตบอลแชมป์กีฬา 7 สี นัดชิงชนะเลิศประสบความสำเร็จอย่างงดงามไปแล้ว...
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ย่อมเป็นการตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่าฟุตบอลไทยลีกซีซั่นที่ 4 เร้าใจและตื่นเต้นกว่า 3 ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
Jackie