คงไม่มีใครเชื่อว่าทีมที่ยิ่งใหญ่ด้วยเกียรติประวัติอย่างลิเวอร์พูลจะร้างราจากความสำเร็จมานาน 6 ปีเต็ม ตั้งแต่พวกเขาได้แชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2006 ซึ่งสุดสัปดาห์นี้ทัพหงส์แดงมีโอกาสหยุดสถิติเลวร้ายดังกล่าวลงเสียที
ย้อนกลับไปสมัยปี 2005-2009 ลิเวอร์พูล อยู่ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ซึ่งจัดว่าเป็นทีมที่ได้ลุ้นแชมป์ทุกๆ ปี
ปี 2005 พวกเขาเถลิงบัลลังก์แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่อด้วยแชมป์เอฟเอ คัพ ปี 2006 ทำให้พูดกันว่ายุคทองของทีมหงส์แดงกำลังกลับมา
มาถึงฤดูกาล 2007 เบนิเตซ พาลิเวอร์พูลไปถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง แต่พ่ายแพ้ในเกมชิงดำอย่างหวุดหวิด
ข้ามมาถึงปี 2009 ลิเวอร์พูลก็บี้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนชวดแชมป์ในบั้นปลายแบบน่าเสียดาย
นับแต่นั้นมาลิเวอร์พูลก็เริ่มเข้าสู่ช่วงตกต่ำ จากทีมที่เคยไปแชมเปี้ยนส์ ลีก สม่ำเสมอ ต้องหล่นมาเล่นยูโรปา ลีก กระทั่งฤดูกาลนี้ไม่มีแม้แต่เกมยุโรปให้เล่น
เคนนี่ ดัลกลิช อดีตตำนานลิเวอร์พูล ที่หวนกลับมาคุมทีมหงส์แดงเป็นคำรบสองเมื่อฤดูกาลก่อน เปลี่ยนแปลงนโยบายของทีมจากสมัยของ เบนิเตซ และ รอย ฮ็อดจ์สัน ที่ไม่ค่อยเน้นมากนักกับเกมฟุตบอลถ้วยในประเทศ มาเป็นทุ่มเทเต็มที่ แล้วก็ฝ่าด่านมาถึงรอบชิงชนะเลิศของคาร์ลิ่ง คัพ อย่างสวยงาม
นัดชิงชนะที่เวมบลีย์ครั้งนี้ยังเป็นการกลับมาคืนสู่สังเวียนอมตะเป็นหนแรกในรอบ 16 ปีของทีมหงส์แดง หลังจากที่เคยเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ในปี 1996
จริงๆ แล้วช่วงที่เว้นว่างไปลิเวอร์พูลก็เข้าชิงชนะเลิศทั้ง คาร์ลิ่ง คัพ และ เอฟเอ คัพ อยู่บ่อยๆ แต่เกมนัดชิงชนะเลิศช่วงดังกล่าวถูกโยกไปเล่นที่มิลเลนเนียม สเตเดี้ยม ในคาร์ดิฟฟ์, เวลส์
สนามแห่งนั้นนับว่าถูกโฉลกกับลิเวอร์พูลเหลือเกิน เพราะทีมหงส์แดงไปกวาดแชมป์ในช่วงนั้นอยู่เป็นว่าเล่น
บังเอิญเหลือเกินที่คู่ชิงชนะเลิศคาร์ลิ่ง คัพ ในปีนี้ของลิเวอร์พูลก็คือคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมจากเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ที่แหวกโผเข้ามาชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
แน่นอนว่าทุกฝ่ายยกให้ลิเวอร์พูลเป็นต่ออยู่เยอะ เพราะทั้งศักยภาพทีมที่เหนือกว่า อีกทั้งยังเรื่องของประสบการณ์ในเกมระดับสูง
ทว่า ดัลกลิช เองก็ไมประมาท เพราะเขาเคยเจอโรคพลิกล็อกเล่นงานมาแล้ว
ปี 1988 ดัลกลิช นำลิเวอร์พูลพลิกพ่ายต่อวิมเบิลดันในเกมเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ที่กลายเป็นการพลิกครั้งโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้
และที่ไม่ต้องมองย้อนไปอื่นไกลเลยเมื่อปีก่อน อาร์เซน่อลโดนเบอร์มิงแฮมอัดกลิ้งในเกมรอบชิงชนะเลิศคาร์ลิ่ง คัพ
''ทุกคนที่สโมสรรู้ดีว่าเกมนี้ไม่ง่ายแน่'' ดัลกลิชกล่าว ''เราจำเป็นต้องมีสมาธิกับเกมเป็นอย่างดี หากหวังจะคว้าแชมป์มาครองให้ได้''
''เราจะเล่นกันกับทุกรอบที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ให้ความเคารพในตัวคู่แข่งอย่างสูง ไม่ว่าจะต้องพบกับทีมไหนเราก็จะทำเหมือนกันทุกรอบ''
''นี่คือเกมรอบชิงชนะเลิศ ทุกคนอาจมองว่าเราเหนือกว่า แต่คาร์ดิฟฟ์เองก็เป็นทีมที่แข็งแกร่งและมองไปถึงชัยชนะเช่นกัน"
''รับรองได้ว่านี่จะต้องเป็นเกมหนัก แต่ในเมื่อเราเดินทางมาถึงจุดนี้แล้วก็ต้องพยายามเอาชนะให้ได้''
เวลานี้ลิเวอร์พูลมีขุมกำลังนักเตะที่พร้อมสรรพ ตัวหลักที่บาดเจ็บมีแค่ ลูคัส เลวา เพียงรายเดียว เท่ากับว่าจากนักเตะในทีมชุดใหญ่ 20 กว่าราย คงต้องแย่งกันเต็มที่ในการเป็น 11 คนแรกเกมวันอาทิตย์นี้
หนึ่งในนั้นคือ เคร็ก เบลลามี่ หัวหอกที่เป็นคนเวลส์ แล้วก็เคยเล่นให้กับคาร์ดิฟฟ์มาก่อนด้วยในฤดูกาลที่แล้ว ทำให้เจ้าตัวมีแรงจูงใจเป็นพิเศษ
เบลลามี่ ยังเป็นหัวใจสำคัญในการพาลิเวอร์พูลกรุยทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยเขาคือคนที่ยิงประตูดับแมนฯ ซิตี้ ในรอบรองชนะเลิศ
อีกรายที่มีความมุ่งมั่นอย่างสูงก็คือ สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง กองกลางตัวใหม่ โดยเขาอยู่ในทีมชุดแชมป์ลีก คัพ กับมิดเดิ้ลสโบรช์เมื่อปี 2004 แต่ว่าในเกมรอบชิงชนะเลิศเขาไม่ได้ลงเล่น
นอกจากนั้นแล้วในปี 2010 แอสตัน วิลล่า ทีมต้นสังกัดของเขา เข้ารอบชิงชนะเลิศรายการนี้ แต่ก็พลาดท่าแพ้ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด อีก
แอนดรูว์ แคร์โรลล์ กองหน้าร่างยักษ์เองก็มักจะทำผลงานได้ดีในฟุตบอลถ้วยเช่นกัน โดยประตูที่เขาทำได้ในฤดูกาลนี้ ส่วนมากมาจากเกมฟุตบอลถ้วย
อีกทั้งนี่ยังเป็นการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยเป็นครั้งแรกของเขาด้วย ทำให้เจ้าตัวก็หวังจะได้ลงโชว์ฟอร์มในสนาม
หลุยส์ ซัวเรซ เป็นอีกชื่อที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะเขาเพิ่งจะกลับมาลงเล่นให้ทีมได้เพียง 3 นัดหลังชดใช้โทษแบนยาว 9 เกม
ซัวเรซ นั้นเคยยิงสโต๊คคนเดียว 2 เม็ดในรอบ 16 ทีม ซึ่งหากวันนั้นดาวยิงฟันหนูปืนฝืด บางทีลิเวอร์พูลอาจร่วงไปแล้วก็เป็นได้
สังเกตได้ว่าส่วนมากของนักเตะลิเวอร์พูลเป็นพวกหน้าใหม่ทั้งนั้น จะมีแค่
สตีเว่น เจอร์ราร์ด กัปตันทีม และ
เจมี่ คาร์ราเกอร์ รองกัปตัน ที่จะเก๋ากว่าเพื่อนและอยู่ในชุดแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ หนล่าสุดของทีมเมื่อปี 2003
เจอร์ราร์ด เคยยิงประตูใส่แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างสวยงามในเกมรอบชิงชนะเลิศปีดังกล่าว พาทีมเดินหน้าไปสู่แชมป์
ฟาก คาร์ราเกอร์ นั้นหากได้ลงสนามในเกมนี้เขาจะทำลายสถิติลงเล่นในเกมฟุตบอลถ้วยมากที่สุดของลิเวอร์พูล ซึ่ง เอียน คัลลาแกน เคยถือครองไว้ที่ 210 นัด
ขณะที่กลุ่มนักเตะที่อยู่กับทีมมาพักใหญ่แต่ยังควานหาแชมป์ไม่เจอก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน อย่างเช่น
เดิร์ค เค้าท์ ดาวเตะจอมขยัน ที่ตั้งแต่อยู่กับทีมมา 6 ปียังไม่เคยสัมผัสแชมป์ใดๆ เลย
เค้าท์ ย้ายมาอยู่กับทีมหงส์แดงในปี 2006 โดยปีแรกได้ลงเล่นในเกมนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเขาทำประตูได้ด้วย แต่นับจากนั้นทีมก็ผลงานแย่ลงๆ เรื่อยๆ
มาร์ติน สเคอร์เทล เองก็ไม่ต่างกันมาก ย้ายมาอยู่กับทีมหงส์แดงได้ 5 ปีแล้ว โดยเจ้าตัวยังบอกเลยว่าปีนี้คือครั้งที่มาไกลที่สุดในฟุตบอลถ้วย แล้วก็ไม่ขอเป็นแค่รองแชมป์แน่นอน
เกล็น จอห์นสัน เองก็เคยย้ายมาท่ามกลางความหวัง แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถงัดฟอร์มเปรี้ยงปร้างออกมาได้ มาปีนี้คือโอกาสดีที่สุดของเขาแล้ว
ในส่วนของกลุ่มดาวรุ่งประจำทีมอย่าง
มาร์ติน เคลลี่ และ
เจย์ สเพียริง เองก็ได้ลุ้นแชมป์แรกอยู่เช่นกัน โดยทั้งสองก้าวขึ้นมามีบทบาทกับทีมมากขึ้นเรื่อยๆ
เคลลี่ นั้นยิงประตูใส่ เชลซี ในเกมรอบ 8 ทีมได้ด้วย โดยเขามักจะได้โอกาสลงเล่นในฟุตบอลถ้วยมากกว่าเกมลีก จากการจัดทีมของดัลกลิช
รายของสเพียริง จำต้องขึ้นมารับบทหนักแทนที่ ลูคัส ที่เจ็บยาวไป โดยผลงานของมิดฟิลด์ร่างจิ๋วก็มีขึ้นๆ ลงๆ แต่ถ้าลองปั้นดีๆ ก็น่าจะมีลุ้นช่วยทีมได้ยาวๆ
จะเห็นได้ว่ากลุ่มนักเตะลิเวอร์พูลส่วนมากนั้นเป็นพวกที่ไล่ตามล่าความสำเร็จกันมาทั้งนั้น น้อยรายที่จะเคยได้สัมผัสกับคำว่าแชมป์มาก่อน
ยิ่งกับตัวทีมแล้วชื่อของลิเวอร์พูลบ่งบอกชัดเจนว่านี่คือทีมระดับโลก แต่ก็ตกอยู่ในสภาวะไร้แชมป์มา 6 ปีเข้าให้
แต่ทั้งตัวนักเตะและทีมสามารถหยุดสถิติเลวร้ายดังกล่าวได้ในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งถึงตรงนี้มีอุปสรรคเดียวที่ขวางอยู่คือ คาร์ดิฟฟ์
ทั้งหมดก็คงต้องฝากความหวังไว้ที่ คิง เคนนี่ ฮีโร่วันวานที่พร้อมพาทีมกลับไปสู่เกียรติยศอีกครั้ง
LIVERPI