ผ่านพ้นไปเกือบสัปดาห์แล้วสำหรับงานประกาศความยอดเยี่ยมของฟุตบอลไทย "ฟุตบอลสยาม โกลเดนบอล" ครั้งที่สอง แต่ยังคงมีอะไรให้กล่าวถึงอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ในฐานะที่ผมเองได้มีโอกาสร่วมงานตั้งแต่ครั้งแรกและครั้งสองที่กำลังจะปรากฏเป็นเทปบันทึกแพร่ภาพออกอากาศให้พี่น้องที่รักฟุตบอลไทยในสายเลือดดูทางช่อง 7 สี มีความรู้สึกว่า "รางวัล" ความยอดเยี่ยมของวงการฟุตบอลไทยรางวัลนี้กำลังคืบคลานและจับจองเข้าไปยังอาณาเขตของคำว่า "ศักดิ์สิทธิ์" มากขึ้นทุกที ตรงนี้แหละครับ...คือความภูมิใจที่คนจัดงานต้องการสื่อออกไปให้สังคมทราบ
รางวัลมีความศักดิ์สิทธิ์...คนให้มอบถึงคุณค่าและเกียรติยศอย่างแท้จริง ผู้รับภูมิใจและดีใจกับรางวัล ที่ตีค่าเป็นเงินทองและหาซื้อไม่ได้เหมือนที่
"โค้ชหนุ่ย" เฉลิมวุฒิ สง่าพล พูดความในใจออกมายาวเหยียดหลังจากได้รางวัล
"ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมแห่งปี"
โค้ชหนุ่ยบอกว่า
..."เงินก็ซื้อรางวัลของผมไม่ได้" โค้ชหนุ่ยไม่ได้ตีรวนหรือประชดประชันใครแต่มันคือความรู้สึกจากใจของตัวเอง รวมทั้งยังเป็นวาทะที่วงการฟุตบอลทั่วโลกก็ยอมรับว่า
"เงินซื้อเกียรติยศ" ไม่ได้ หรือวงการกีฬาฝรั่งพูดกันมาเป็นร้อยปีว่า Money can buy trophies, but it can not buy glory
ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตลอดที่พูดนานกว่า 5 นาทีของ
"โค้ชหนุ่ย" อดีตยอดกองกลางสุดคลาสสิกเจ้าของฉายา
"เกลน ฮอดเดิ้ล" เมืองไทย ทั้งสโมสรแบงก์กรุงเทพ และทีมชาติไทย บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า
"ปลื้ม" และ "ตื้นตันใจ" คนฟังๆแล้วรู้สึกซาบซึ้งกับคนพูด ผมและ
"น้องเปิ้ล" ประภากร เชาวนาศิริ ผู้ประกาศข่าวกีฬาคนเก่งของไทยพีบีเอส ก็ยังรู้สึก "ตื้นตัน" ตามไปด้วยครับ
ว่าแล้วก็ลบข้อสงสัยบางประการจากแฟนบอลที่อาจมีไม่มากที่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไม
"ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม" ไม่อยู่กับทีมที่ได้แชมป์ เป็นทีมอันดับสี่ของไทยพรีเมียร์ลีก จุดนี้สามารถไขข้อข้องใจได้ไม่ยากครับ ด้วยเพราะผมเองได้รับนโยบายจากผู้อำนวยการใหญ่สถานีฟุตบอลสยามทีวี คุณสมฤกษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งนับว่าจะหล่อมากขึ้นตามอายุของเขาเอง
ส่วนตัวผมเองไม่มีส่วนได้และเสียกับรางวัล
"เห็นด้วย ล้านเปอร์เซ็นต์" จากหลักคิดและกรอบการพิจารณารางวัลของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ
"ฟุตบอลสยาม โกลเดนบอล"
กรอบการพิจารณารางวัลที่ยอดเยี่ยมในเชิงคุณค่า
"โกลเดนบอล" มีสองส่วนและเป็นสองส่วนที่คนในสังคมต้องได้ตระหนักและรับรู้ นั่นคือ
"ความสามารถ...ที่ต้องมาพร้อมคุณค่าเชิงจริยธรรม"
อันนี้เป็นหลักการมอบรางวัลทั่วโลกครับ...เพราะความยอดเยี่ยมมันจะเป็นต้นแบบให้คนในสังคมได้ร่วมกันชื่นชม...เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและคนในสังคม เป็นสัญญาณบ่งบอกให้ทราบว่าในสังคมนี้ต้องการคนเก่งและมีความดีปะปน
ความเก่งตัดสินไม่ยาก...จากผลงาน...แต่ความดีหรือคุณธรรมอาจดูลึกซึ้งเป็นนามธรรมเกินไป จับต้องไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้มองไม่ยากในเชิงปฏิบัติ มีคำถามว่า แล้วผู้ฝึกสอนอย่าง
"โค้ชแต๊ก" อรรถพล ปุษปาคม ไม่ดีตรงไหน ไร้คุณธรรมขนาดนั้นเชียวหรือ...บอกตามตรงโดยส่วนตัวของผมกับโค้ชแต๊กรู้จักกันมาพอสมควร เคยผ่านการอบรมหลักสูตรฟีฟ่า
"ฟูตูโร ทู" มาด้วยกัน บวกกับช่วงชีวิตที่โค้ชแต๊กมาทำงานที่เมืองทองฯ ได้เห็นการทำงานโดยตลอด ยืนยันว่า
"พี่แต๊ก" ที่ผมถือวิสาสะเรียกนั้นเป็นคนดีเยี่ยมทีเดียว นิสัยใจคอจัดว่าสุภาพบุรุษเต็มขั้น
แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้
"โค้ชหนุ่ย" คว้ารางวัลนี้แบบเซอร์ไพรส์ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้านำกรอบการพิจารณารางวัลมาวัดคงพอมองเห็นกลายๆ แล้วว่าทำไม...ไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องเก่าเพราะมันจบไปแล้วแต่เป็นข้อสังเกตที่ว่า การปฏิเสธรับถ้วยรางวัลแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก เป็นตำหนิที่คณะกรรมการทุกคนไม่อยากเห็นวงการฟุตบอลของเราทุกคนเดินทางไปเพี้ยนจากปรัชญาของการกีฬาทั่วไปคือ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
นี่คือการฝึกการยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้น...กล้าพูดได้เลยว่าทางต้นสังกัดอาจไม่ประทับใจกับองค์กรเรื่องการมอบถ้วยหรือไม่มอบถ้วยในวันที่ 31 ธ.ค. แต่ต้องแยกกันคนละส่วนกัน แล้วถ้าวันนั้น "โค้ชแต๊ก" ขึ้นรับมอบถ้วยพร้อมกัปตันทีมมันคือชัยชนะของวงการฟุตบอลอย่างชัดเจน มันคือความเคารพต่อวงการฟุตบอล ซึ่งทั่วโลกก็ต้องมี กฎ กติกา มารยาท หรือ
"code of conduct" เขียนไว้ชัดเจนทุกระดับตั้งแต่นักเตะจนถึงผู้เกี่ยวข้องระดับบน...มันคือการเคารพต่อทุกคนในวงการฟุตบอล
สังคมไหนไม่เป็นโล้เป็นพายก็ช่างครับ...แต่สังคมกีฬาต้องมีเป็นบรรทัดฐานอย่างชัดเจน ดังนั้นคณะกรรมการพิจารณารางวัล
"เลือก" ความสามารถบวกกับเข็มทิศชีวิตของทุกอาชีพนั่นคือ คุณค่าเชิงจริยธรรมในอาชีพ ถ้าเป็นกีฬามันคือสปิริตของการแข่งขัน รู้จักการยอมรับ แพ้-ชนะ-อภัย
เช่นเดียวกันกับรางวัลไฮต์ไลต์ของงานคือ
"นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี" สินทวีชัย หทัยรัตนกุล ที่พูดด้วยความดีใจว่าเป็นเกียรติและมีคุณค่า ได้รางวัลนี้ในช่วงที่กำลังจะเลิกเล่นอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นผู้รักษาประตูซึ่งว่ากันว่าได้รางวัลนี้ยากกว่ากองหน้าและกองกองกลางหลายเท่า สินทวีชัย...สร้างผลงานอย่างโดดเด่นยอดเยี่ยมทั้งสโมสรและทีมชาติตลอดทั้งปี ไม่มีตำหนิในเชิงคุณค่าของการเป็นนักกีฬาอาชีพ
นอกจากนั้นทุกรางวัลที่เป็นความยอดเยี่ยมของ "ฟุตบอลสยาม โกลเดนบอล" ถือว่ามีคุณค่าที่สังคมควรได้รับรู้ ว่าคณะกรรมการต้องการให้มันมีเกียรติยศ "ศักดิ์สิทธิ์" จนเป็นต้นแบบของสังคมและต้องขอบอกว่า ความยอดเยี่ยมนั้นจะสมบูรณ์ได้ เมื่อมีความสามารถโดยไม่ขาดจริยธรรมของวิชาชีพตัวเอง แล้วเมื่อประกาศออกไปวงการฟุตบอลจะขานรับเป็นเสียงเดียวกันว่า "เยี่ยม" จริงๆ Jackie