อาจปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สองที่ผ่านมา คือสิ่งที่มีส่วนกระตุ้นสู่ความแกร่งโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจปัจจุบันของเยอรมัน แม้วันนี้พวกเขายังต้องจ่ายค่าปฏิกรณ์ในฐานะผู้แพ้อันเป็นสาเหตุหลักทําให้ท่านผู้นําอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ต้องนําประเทศสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เพราะทนแบกค่าชดใช้มูลค่ามหาศาลถึงขนาดราคาบุหรี่ตอนนั้นขยับสูงถึง 20 ล้านมาร์คต่อซองอย่างไม่มีทางเลี่ยงอยู่
ความผิดพลาดในการนํากองพลบุนเดสเวห์รดีสุดไปทิ้งในสมรภูมิรัสเซีย ซึ่งเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บโหดร้ายอย่างที่ทหารเยอรมันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนครั้งนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนสู่ความพ่ายแพ้อย่างแท้จริง
แน่นอนผลกระทบตามมีมากมาย นอกจากค่าใช้ใช้ยังต้องเสียพื้นที่หนึ่งในสี่ส่วนจากแผนที่ปี 1937 รวมทั้งรับชาวเยอรมันซึ่งอาศัยในพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 12 ล้านคนกลับ แต่ด้วยแคแรคเตอร์เต็มไปด้วยวินัยไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาสามารถฟื้นประเทศกลับมาได้อกีครั้งในเวลาไม่นานนัก
ทั้งที่ย้อนไปประมาณ 30 ก่อนแทบไม่มีนักเศรษฐสาตร์แม้แต่คนเดียวมองเห็นโอกาสรอดของการรวมประเทศจากการทลายกําแพงเบอร์ลิน เมื่อมองความแตกต่างพื้นฐานความเป็นอยู่ต่างกันลิบลับ และการแบกภาระของรัฐบาลเยอรมันตะวันตกในสมัยนั้น
แต่เยอรมันคือเยอรมันถ้าไม่แกร่งจริงพวกเขาคงรบกับทั้งโลกไม่ได้
ความอดทนในการค่อยแก้ปัญหาทีละขั้นของการวางแผนอย่างดี คือเคล็ดลับที่ว่านั้นของพวกเขา
มาในยุคโลกไร้พรมแดนปัจจุบันในฐานะหัวเรือใหญ่สหภาพยุโรป หรือ EU คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันบทบาทของประเทศเบียร์รสเลิศแห่งนี้ถูกขยับขึ้นมาอยู่แถวหน้าสุดเคียงข้างตํารวจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาไปแล้ว
โดยเฉพาะการที่ช่วงหลังหลายกลุ่มขั้วอํานาจอย่างจีน,อินเดียหรือรัสเซีย ค่อนข้างเทใจให้พวกเขา เพราะการใช้โยบายต่างประเทศและการทูติด้วยพื้นฐานความจริงใจเป็นหลัก
ซึ่งไม่ต่างจากการดําเนินชีวิตประจําวันขององค์กรระดับย่อยลงไปอย่างในออฟฟิซ หรือลูกจ้างนายจ้างภาครองลงมาก็ไม่มีใครชอบการตีบทหน้าและหลังฉากอย่างนั้นอยู่แล้ว
วิธีการของพวกเขาจึงนําสู่ความสําเร็จวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วแค่ไหน
แน่นอนการรักษามาตรฐาน ไม่ใช่แค่ทําดีให้ชื่อติดตลาดตอนแรกก่อนลดคุณภาพสินค้าลงเรื่อยๆเหมือนหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังเป็นเครื่องหมายการค้าสําคัญที่ทําให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นสิ้นค้า"Made in Germany"ของพวกเขา
นั่นคือสิ่งที่ทําให้ปี 2011 นี้พวกเขายังเป็นแชมป์โลกส่งออกอีกครั้งต่อ
จากการเปิดเผยของหน่วยงานสถิติ Bundesamt ระบุเยอรมันมีผลิตมวลปี 2011 รวมสูงถึง 1060.1 พันล้านยูโรมากว่าปีที่แล้ว 11.4 เปอร์เซนต์ เฉพาะยอดส่งออกโตกว่าปีที่แล้ว 13.2 เปอร์เซนต์
แม้แต่ธุรกิจท่องเที่ยวก็มีผลประกอบการทิศทางน่าพอใจกว่าเดิม หลังจากเป็นที่รู้ดีว่าชาวใส้กรอกค่อนข้างชอบการท่องเที่ยวและส่วนมากออกนอกประเทศรวมทั้งเม็ดเงินมหาศาล แต่ล่าสุดน่ายินดีว่าแผนรณรงค์ท่องเที่ยวในประเทศประสบความสําเร็จเป็นปีที่สองติดกัน จนทําให้พวกเขากลายเป็นเป้าหมายท่องเที่ยวน่าสนใจสุดอันดับสองของยุโรปไปแล้ว
หน่วยงานสถิติ Bundesamt ในวิสบาเดนแถลงอย่างภูมิใจว่าพวกเขามียอดนักท่องเที่ยวในประเทศปี 2011 สูงถึง 394.1 ล้านคนมากกว่าปีก่อน 4 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะที่จํานวนขยับสูงผิดหูผิดตาถึง 6 เปอร์เซนต์ที่ 63.8 ล้านคนคือนักท่องเที่ยวค้างคืนจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตามแหล่งท่องเที่ยวที่คนยุโรปนิยมมากสุดยังเป็นสเปน ส่วนอันดับสามฝรั่งเศส
แม้แต่ธุรกิจฟุตบอลเยอรมันก็มีแต่ข่าวซีกบวก ทั้งที่ทั่วยุโรปเจอวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งโยงมาจากปัญหากรีซและหลายประเทศสะบักสบอมบุนเดสลีก้ากลับเป็นหนึ่งในสี่ลีกใหญ่สุดที่ไม่มีปัญหาการจ่ายค่าจ้างนักเตะ และมีผลกําไรจากการประกอบการแห่งเดียว
ขณะที่ผลสํารวจ 20 สโมสรฟุตบอลรวยสุดล่าสุดฤดูกาล 2010/11 ของสถาบันบริการการเงินใหญ่สุดอันดับสองโลกอย่าง Deloitte ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงน่าสนใจพอสมควรกับการแซงแมน ยูขึ้นมาอยู่ที่ 1 อีกครั้งของเรอัล มาดริด ก็น่าปลื้มจิตมากที่มีตัวแทนเยอรมันติดอยู่ในกลุ่มท็อปเทนถึงสองทีมกับบาเยิร์นและชาลเก้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปีทีเดียว
น่าสนใจที่ครั้งนี้ทีมปีศาจแดงจากเกาะอังกฤษยังถูกบาร์ซ่าแซงหลุดลงมาอยู่ที่สาม โดยยอดรายได้เข้าตัดเชือกแชมเปี้ยนส์ ลีกของทีมราชันสีนํ้าเงินมีส่วนขยับอันดับพวกเขาเยอะมาก แต่ฤดูกาลถัดมาหลังพลาดคว้าตั๋วอันดับพวกเขาคงตกลงไปเยอะทีเดียว ขณะที่พี่เสือยังรักมาตรฐานตัวเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่นในอันดับสี่
เท่านั้นไม่พอทั้งที่ไม่ได้เล่นบอลสโมสรยุโรป ก็ไม่น่าเชื่อว่าอดีตทีมยักษ์ใหญ่อย่างฮัมบูร์กจะมีผลประกอบการที่ดีจนมีชื่อติดอยู่ในกลุ่มท็อป 20 เช่นเดียวกับเสือเหลือง ดอร์ทมุนด์ด้วย
อย่างนี้ต้องบอกว่าเยอรมันไม่ได้มีแค่เบียร์ที่น่ากระดกอย่างเดียวซะแล้ว
"อ.วัน"