"เส้นทางยาวนานและแสนไกล บุกบั่นฝ่าไปด้วยดวงใจที่มุ่งมั่น จะคอยเป็นกำลังใจ ร่วมก้าวไปพร้อมกัน นี่คือวันสำคัญของเรา ปลาทู...ปลาทู...ปลาทู...ปลาทูคะนอง"
เสียงเปล่งร้องเพลงประจำสโมสรถูกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากกลุ่มแฟนบอลของ "ปลาทูคะนอง" สมุทรสงคราม เอฟซี ในวันที่นัดรวมพลเข้าให้กำลังใจแก่ประธานสโมสร ท่านสมศักดิ์ ศิริธรรม ที่สนามกีฬากลาง
พลันที่ข่าวไม่ดีแพร่กระจายออกไปตามสื่อว่าสโมสรสมุทรสงคราม เอฟซี อาจจะต้องยุติบทบาทตัวเองในเวทีไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012 ด้วยสาเหตุใหญ่คือ ไม่มีงบประมาณ
คอบอลหลายคนตกใจ เพราะทีมเพิ่งจะหนีตกชั้นมาได้อย่างหวุดหวิดในเกมนัดสุดท้ายด้วยการบุกเอาชนะอาร์มี่ ยูไนเต็ด 3-1 แฟนบอลของทีมในวันนั้นติดตามไปให้กำลังใจกันล้นหลาม หลังจากที่ทีมรอดตายมาได้ทุกคนถึงกับดีใจแบบสุดขีด และหลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาแห่งความปีติไว้ไม่อยู่
เกมฟุตบอลถือว่าเป็นกีฬาที่มีมนต์ขลัง ความสุข ทุกข์ โศกเศร้า เคล้าน้ำตา สามารถที่จะสื่อออกมาได้อย่างครบรสชาติ ไม่ใช่เฉพาะแฟนบอลปลาทูคะนอง แต่เป็นเหมือนกันกับแฟนบอลทั่วโลก
สโมสรฟุตบอลสมุทรสงครามถือว่าเป็นสโมสรเล็กๆ ทุกคนทราบดีว่าเป็นทีมเบี้ยน้อย หอยน้อย จึงถือเป็นทีมไม้ประดับมาโดยตลอด แต่นับจากที่ขึ้นชั้นมาสู่ไทยลีกในปี 2008 สิ่งที่ถูกคาดหมายว่าจะต้องตกชั้นแน่นอนก็ไม่เคยเกิดขึ้นกับสโมสรแห่งนี้ พวกเขาสู้กันด้วยหัวใจ และสามารถยืนหยัดมาได้ทุกวันนี้ ท่ามกลางอุปสรรคและปัญหาสารพันที่คนภายนอกแทบจะไม่เคยรับรู้
และทีมเล็กๆ ทีมนี้ในช่วง 4 ปีก็มีเซอร์ไพรส์ที่เหลือเชื่อมาตลอดเช่นกัน ไม่ว่าการคว้าอันดับ 7 ในปี 2008 หรือได้อันดับ 8 ในปี 2010 ทีมเล็กๆ จึงกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
เบื้องหลังของความสำเร็จทุกคนในเมืองแม่กลองรู้ดีว่าเกิดจากท่านประธานคนเดียวนั่นคือ "เสี่ยเปี๊ยก" สมศักดิ์ ศิริธรรม ผู้เป็นทุกอย่างของทีม
ทีมฟุตบอลสมุทรสงครามโลดแล่นในวงการลูกหนังด้วยงบประมาณส่วนใหญ่ที่จะมาจาก "เสี่ยเปี๊ยก" นับจากการแข่งขันโปรลีกเรื่อยมา จนมาถึงการขึ้นชั้นเล่นไทยลีกที่จะต้องใช้ทุนที่มหาศาลอย่างมาก เพราะระบบฟุตบอลอาชีพที่แข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่งผลให้ทีมที่มีงบน้อยกว่าอยู่ไม่ได้
แต่ทีม
"ปลาทูคะนอง" ก็สู้มาตลอด พร้อมกับข่าวเรื่องงบประมาณก็มีให้เห็นมาทุกปีเช่นกัน สุดท้ายท่านประธานก็ฝ่าฟันพาทีมผ่านวิกฤติมาได้เสมอ ทุกคนในจังหวัดจึงรักและเคารพท่าน
วันนี้เมื่อท่านประกาศว่าจะไม่ส่งทีมเข้าร่วมเพราะไม่มีงบประมาณ จึงไม่มีใครต่อต้าน แต่กลับเห็นใจและให้กำลังใจเพื่อให้ท่านสู้และพาสมุทรสงครามกลับมาแข่งขันต่อไปให้ได้
แฟนคลับทั้งหลายจึงรวมกันมาให้กำลังใจ มอบช่อดอกไม้เพื่อวิงวอนให้ท้านสู้ต่อไป แม้ว่าจะหวั่นไหวในใจเพียงใดก็ตาม เพราะจวนเจียนจะถึงกำหนดเดดไลน์ส่งเอกสารเข้าร่วมอยู่แล้ว แต่ทีมยังมองไม่เห็นแสงสว่าง
2 ปีที่แล้วสโมสรมีคงามคล่องตัวขึ้นจากการที่ได้ เอสซีจี เข้ามาสนับสนุน และภายใน 2 ปี เอสซีจี กลายเป็นโลโก้ยอดฮิตพ่วงกับสมุทรสงครามอย่างมั่นคง เรียกว่า เอสซีจี ดังในวงการฟุตบอลเพราะเข้ามาสนับสนุนสมุทรสงคราม
เมื่อ เอสซีจี ไม่มีอีกแล้วทีมจึงเคว้ง แถมระยะเวลาในการหาสปอนเซอร์ใหม่ก็น้อยนิด เพราะกว่าที่ทีมจะรู้ว่าจะได้เล่นไทยลีกต่อหรือไม่ ก็ปาเข้าไปถึงวันที่ 28 ม.ค. จึงทำให้ทุกอย่างไม่ราบรื่นเพราะงบของภาคเอกชนส่วนใหญ่ไม่มีแล้วเพราะปิดงบประจำปีกันหมด
"เสี่ยเปี๊ยก" บอกกับแฟนคลับว่า นับจากทีมขึ้นมาเล่นไทยลีกต้องเรียนว่าเขาไม่เคยมีความรู้เรื่องของการบริหารทีมฟุตบอลเลย ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจเขาเต็มที่ แต่แม้จะไม่มีความรู้มากก็ตั้งใจพัฒนาทีมมาตลอด ในช่วงแรกพอที่จะควักกระเป๋าตัวเองได้ เพราะลงทุนปีละไม่เกิน 15 ล้านบาทยังพอไหว แต่เมื่อการแข่งขันที่สูงขึ้น เรื่องงบประมาณจึงต้องเพิ่มตาม ตกปีละร่วม 40 ล้านบาทก็คงจะไม่ไหวที่จะควักจ่ายคนเดียว
ก่อนหน้านี้ได้พยายามเปิดทางให้คนอื่นที่พร้อมกว่าเข้ามารับช่วง แต่แปลกคนในแม่กลองไม่มีใครพร้อมที่จะเข้ามาบริหารทีมได้เลย ท่านจึงต้องแบกรับภาระหน้าที่ต่อไปเพื่อให้ทีมอยู่รอด ตรงนี้จึงต้องการงบแค่ 35 ล้านบาท จากผู้สนับสนุน และที่เหลือท่านจะเป็นผู้ออกเองอีกประมาณ 15 ล้านบาท เช่นนี้แล้วทีมพอไปได้ แต่ถ้าไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือท่านเลือกที่จะไม่ส่งทีมเข้าแข่ง ด้วยเหตุผลว่าถ้าไม่พร้อมอย่าไปเป็นตัวถ่วงให้ลีกต้องตกต่ำ เพราะลีกสูงสุดควรจะเป็นทีมที่พร้อมจริงๆ ได้ก้าวมาสู้กันจึงจะเกิดการพัฒนา
กระนั้นแฟนบอล และคนที่ชื่นชอบทีมปลาทูคะนอง ก็ยังคาดหวังว่าท่านประธานสโมสรจะแก้ไขวิกฤติของทีมให้ผ่านพ้นไปให้ได้อีกครั้ง ซึ่งจะทำสำเร็จหรือไม่เมื่อช่วงเที่ยงคืนวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา คงจะรู้คำตอบกันแล้วว่าสโมสรเล็กๆ แต่ใจสู้ทีมนี้จะโลดแล่นในไทยลีกต่อไป หรือว่าจะสาบสูญไปจากวงการ
ทวนเหล็ก