"ต้องไม่ต้อง"
อยู่ๆผู้เขียนนึกถึงประโยคเมื่อครั้งยังหลอกล้อผู้สื่อข่าวรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าเจ้าต้อง แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้วก็ยังประทับใจกับความรู้สึกที่มีให้กันไม่ได้
จําได้ว่าตอนนั้นชีวิตผู้เขียนเต็มไปด้วยความสับสนชนปลาย หาคําตอบข้างหน้าให้ตัวเองไม่ได้สักอย่าง ถูกน้องชายร่างท่วมใหญ่รายนี้ดึงแขนพร้อมสําทับ
"วันนี้ผมขอเลี้ยงข้าวพี่สักครั้ง ผมออกโรงพิมพ์แล้วแต่พี่คือคนเดียวที่ไม่เคยว่าร้าย หรือเสียดแทงใครแม้แต่ต่อหน้าและลับหลัง"
บอกตามตรงซึ้งคําพูดนี้มาก เพราะไม่เคยคิดว่ามาก่อนว่าการมีบุคลิคสวนกระแสแบบนี้ วันหนึ่งจะได้รับความชื่นชมจากใครคนหนึ่งอย่างจริงใจ ทั้งที่เคยตําหนิตัวเองเสมอคนแคแรคเตอร์อย่างเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกโหดร้ายแบบนี้ได้ยังไง
โลกใบนี้ไม่ต้องการคนอย่างนาย
พอคิดถึงหัวข้อเขียนวันนี้ก็เลยนึกคําแซวอดีตน้องรักนี้ขึ้นมา
ใช่แล้วครับสําหรับหลายทีม ไม่เว้นแต่ขาใหญ่ที่เคยขอผ่านไปทีแต่ปีนี้กลับมาเอาจริงหวังแต่งศึกเอฟเอ คัพ ซึ่งจะเตะรอบสี่เสาร์นี้แน่นขนัด 12 คู่ โดยเฉพาะที่ไม่อยากเจอเพราะใจยิ่งเจ็บระหว่างหงส์แดง ลิเวอร์พูลและผีแดง แมน ยู ซึ่งไม่ได้มีเดิมพันแค่เข้ารอบอย่างเดียว
อย่างที่ทราบกันทั้งที่ออกตัวดีกว่าหลายฤดูกาลหลัง ล่าสุดหงส์แดงภายใต้การคุมทีมของตํานานที่หลายคนรักและศรัทธาอย่างเคนนี่ ดัลกลิช ก็ส่อแววแผ่วปลายพลาดเป้าทั้งหลายเหมือนเคย ถ้าไม่ได้ความยอดเยี่ยมของกัปตันสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดและชายที่เกือบถูกลบชื่อทิ้งไปแล้วอย่างเคร็ก เบลลามี่ช่วยกันลากถูกเข้ารอบชิงคาร์ลิ่ง คัพ
แม้ว่าเกมชิงตั๋วที่เวมบลีย์วันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ทาง"บลู เบิร์ด"คาร์ดิฟฟ์ทีมคู่แข่งก็หมายมั่นปั้นมือจะกระชากรางวัลเกียรติยศมาประดับสโมสร ชดเชยความโชคร้ายต่อเนื่องช่วงหลังในการเล่นเกมเพลย์ออฟเลื่อนอีกครั้งเหมือนต้องคําสาปเสมอสักครั้ง
ขณะที่ทีมปีศาจแดงเอง หลังพลาดตกรอบแชมเปี้ยนส์ ลีกแบบหนึ่งในล้านอย่างไม่ควรเป็นบรมครูอย่างเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็รู้ดีว่ามีอะไรฤดูกาลนี้ควรคว้าไว้ก่อนดีกว่าเผื่อพรีเมียร์ลีกที่หมายเดียว
เกมที่แอนฟิลด์ 19.45 น เสาร์นี้ตามเวลาประเทศไทยจึงยิ่งเปี่ยมคุณค่ากว่าผ่านมา แม้ว่าปกติคู่นี้เจอกันไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่จะเต็มไปด้วยยิ่งใหญ่ในตัวอยู่แล้วก็ตาม
ยิ่งกับบุญคุณความแค้น เพราะกองเชียร์ลิเวอร์พูลยังแค้นมาจากการประลองครั้งก่อน ที่สร้างความเสียหายทีมรักพวกเขาอย่างคาดไม่ถึงกับการที่หลุยซ์ ซัวเรซถูกแบนยาวเพราะการยั่วยุของพาทริซ เอฟร่าไม่หายจนทําให้พวกเขามองว่าเพราะนายเดียวแท้ๆ ที่ทําพวกเราเจ็บนี้อีกนาน เจ็บไม่ลืม เจ็บลึกกว่าใครเกินกว่าใคร
เช่นเดียวกับที่ผ่านมาเกมหยุดโลกคู่นี้ มักมีนักเตะเด่นขึ้นมาในแต่ละช่วงของแต่ละทีมถูกโฟกัสเป็นพิเศษ เพียงแต่เที่ยวนี้ชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาถือว่าค่อนข้างเซอร์ไพรซ์ไม่นอยถ้าย้อนเหตุการณ์ไปสักเดือนสองเดือนก่อนหน้า กับการทะลุขึ้นมาของสองนักเตะเกรดรองลงมาอย่างเคร็ก เบลลามี่หรือแม้แต่แดนนี่ เวลเบ็คที่นับวันออร่ายิ่งเจิดขึ้นทุกที
ในเจ็ดเกมล่าสุดพวกเขา ทั้งที่ไม่ค่อยได้โอกาสเบลลามี่กดไปแล้วห้าประตู ขณะที่ฝั่งเวลเบ็คก็ไม่ย่อยจ้วงไปสี่จากหกเกมล่าสุด
ที่สร้างความประทับใจให้ผู้เขียนมากสุดคือเบลลามี่ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความสําเร็จไม่ได้มาจากความสามารถอย่างเดียว หากแต่ต้องมีความมุ่งมั่นดึงทุกอย่างออกมาเหมือนช่วงที่ถูกแมน ซิตี้ ทิ่งปล่อยให้ทีมบ้านเกิดคาร์ดิฟฟ์ยืมเจ้าตัวก็ยังก้มหน้าสร้างผลงานเวทีตํ่ากว่าอย่างแชมเปี้ยนชิพ แต่อีกไม่กี่วันดาวเตะเวลส์ก็ต้องท่องประโยคเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดในนัดชิงคาร์ลิ่งด้วย
แต่เส้นทางเวลเบ็คเองก็ไม่ได้ปูพรมเหมือนกัน เพราะเมื่อขวบปีก่อนดาวยิงหนุ่มอนาคตไกลก็ถูกเร่ให้ซันเดอร์แลนด์ยืมตัว และผ่าเข่าจนต้องหลุดจากสนามให้ทีมแมวดําตอนนั้นร่วมสองเดือนต้องรอถึง 14 นัดกว่าจะยิงประตูแรกได้ แต่หลังจากนั้นเหมือนเครื่องติดมายิงได้ต่อเนื่องเป็นว่าเล่นหกลูกในเก้าเกม ตามด้วยผลงานเข้าตากับทีมชาติยู 21 ชิงแชมป์ยุโรป จนแมน ยูเริ่มหันมาทบทวนดึงกลับและเกิดเต็มตัวในโอลด์ แทรฟฟอร์ดฤดูกาลนี้จนล่าสุดดูเหมือนจะกลบรัศมีซูเปอร์สตาร์อย่างเวย์น รูนีย์และฮาเบียร์ เอร์นานเดซที่หายเจ็บกลับมาไปแล้ว
แต่กับเส้นทางก่อนถึงนัดชิงที่เวมบลีย์วันที่ 5 พฤกษภาคมนี้ คงไม่ใช่มีแค่สองทีมมหาอํานาจสีแดงเท่านั้น ที่หมายมั้นชูถ้วยทรงศักดิศรีเก่าแก่ของโลกให้ได้ เพราะในรอบห้าหรือสิบหกทีมสุดท้ายถัดไปทีมแข็งๆและเคยสร้างชื่อรายการนี้มาก่อนอย่างเอฟเวอร์ตัน,สเปอร์,อาร์เซน่อลหรือเชลซี ก็ประกาศออกมาแล้วที่จะจัดเต็มทําให้ดีสุดในรายการนี้ โดยทางทีมตราไก่ล่าสุดแม้แต่ตํานานอย่างเกล็น ฮ็อดเดิ้ลก็อดไม่ได้ที่จะออกมาหนุนทีมเก่าด้วยตัวเองว่ามีศักยภาพและหลากหลายพอที่จะซิวถ้วยใบนี้ในรอบหลายปีสู่ตู้โชว์สโมสรเช่นกัน หลังจากเคยทําได้ครั้งสุดท้ายย้อนไปเมื่อปี 1991
ไม่มีบอลพรีเมียร์ลีกแต่เสาร์นี้ความเข้มข้นบอลผู้ดีอาจยิ่งกว่า เพราะแพ้แล้วไม่มีเกมนัดต่อไปให้แก้ตัวอีกนั่นเอง
"อ.วัน"