คำพูดของ วินฟรีด เชเฟอร์ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารทีมชาติดูจะน่าสนใจ เพราะถือเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ สอดแทรกกับคำแนะนำที่ดีเกี่ยวกับการพัฒนาฟุตบอล
หลักใหญ่ใจความก็น่าจะเหมือนกันทั่วโลกคือ ส่งเสริมเยาวชน การสร้างฐานแบบพีระมิดดูจะมั่นคงกว่าขั้นตอนในแนวทางอื่น ทุกประเทศก็คิดเช่นนี้ แต่การพัฒนากลับไม่เท่าเทียมกัน
ในประเทศที่เก่งเรื่องฟุตบอลจะแข่งขันกันทุกรูปแบบ ใครหยุดนิ่งหมายถึงการฆ่าตัวตายทันที ฟุตบอลเป็นเรื่องของพลวัตร แรงขับใครดีกว่า วงล้อหมุนเคลื่อนไปได้ตลอดโดยไม่มีอาการสะดุดย่อมที่จะเห็นความสำเร็จได้ง่าย
ประเทศไทยออกแบบสำรวจไม่รู้กี่ครั้ง กี่หน กีฬาฟุตบอลก็เป็นกีฬาอันดับหนึ่งในใจของเด็กทุกคน มันเป็นภาพฝัน ใครๆก็อยากเป็นซูเปอร์สตาร์ อยากจะเหมือนโรนัลโด้ อยากจะเป็น เวน์ย รูนี่ย์ อยากเล่นเก่งแบบ
"พี่มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา
ทุกวันนี้เด็กไทยมีโอกาสในการฝึกทักษะฟุตบอลมากกว่าสมัยก่อน ตอนเราเป็นเด็กในยุคที่ ดารา นักร้อง นักลิเก ถูกต่อว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ไม่มีผู้ปกครองอยากให้ลูกหลานต้องไปเป็นแบบนั้น ทุกคนอยากให้ลูกตัวเองเข้าเรียนหนังสือ จบออกมาเข้ารับราชการ เป็นทหาร ตำรวจ นายอำเภอ หรือทำอาชีพก็ต้องเป็นหมอ พยาบาล วิศวะ มันถึงจะรุ่งเรือง
การเล่นฟุตบอลของเด็กสมัยก่อนจึงต้องเกิดจากใจชอบ บางทีพ่อแม่รู้ว่าไปเตะบอล กลับบ้านดึกๆดื่นๆ ก็จะโดนตีด้วยซ้ำไป ขนาดโอกาสของนักฟุตบอลรุ่นเก่ามีน้อย เรายังทึ่งกับความสามารถของพวกเขา และได้รับการยอมรับว่า ฝีเท้าดีกว่านักเตะรุ่นหลังหลายเท่า นั่นเพราะเกิดจากนักฟุตบอลยุคเก่าต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง อยากจะติดทีมชาติก็ต้องมุ่งมั่น ขยันฝึกซ้อม รายได้แทบไม่มี เล่นกันเหนื่อยแทบตายก็ไม่มีวันรวย แต่ทุกคนก็อยากเล่น
มาถึงยุคนี้เรื่องของฟุตบอลแตกต่างจากอดีต ผู้ปกครอง พ่อแม่ให้การส่งเสริมลูกๆ ฝึกเตะบอลกันแต่อายุยังน้อย เรียกว่า ตีนเท่าฝาหอยก็วิ่งเตะกันแล้ว มีอะคาเดมี่ดีๆ เปิดฝึกสอนทักษะพื้นฐานกันยังกับดอกเห็ด เด็กสมัยนี้จึงมีโอกาสสูงกว่า เพราะพ่อแม่ส่งเสริมเต็มที่ เพื่อหวังให้ลูกชายเป็นซูเปอร์สตาร์ติดทีมชาติให้ได้
ก็เมื่อเยาวชนรุ่นใหม่สนใจเรื่องฟุตบอลกันขนาดนี้แล้ว ก็ขึ้นกับระบบการจัดการและแนวทางการบริหารที่จะให้ "ฐานพีระมิด" เหล่านี้แข็งแกร่ง ควรจะทำอย่างไร? "วินนี่" บอกว่า เขามาอยู่เมืองไทยหลายเดือน นอกจากการซ้อมฟุตบอลให้กับทีมชาติแล้ว ก็จะตระเวนไปชมฟุตบอลสนามต่างๆ เขาผ่านสนามฟุตบอลทุกวัน เอาแค่ที่หัวหมาก ก็แทบจะเป็นสิ่งคุ้นตากับภาพที่เด็กๆแบ่งข้างเล่นเกมโต๊ะเล็กกันบนถนน บ้างก็ขึ้นบนทางเท้า บ้างก็ตามซอกเล็กๆ คือตรงไหนมีพื้นที่พอให้เคลื่อนตัวได้ก็เล่นมันหมด
วินนี่ ชอบใจมาก เพราะนี่คือความเป็นจริงของประเทศที่ชอบกีฬาฟุตบอล ในบราซิล เราจะเห็นภาพที่เด็กๆ เตะบอลมีอยู่ทั่วไป และเด็กข้างถนนแบบนี้ก็มีหลายคนที่ก้าวไปเป็นซูเปอร์สตาร์
คำถามคือ เด็กไทยชอบเล่นฟุตบอล แต่ทำไมเราถึงไม่พัฒนาไปไหน? กุนซือทีมชาติไทยบอกว่า ต้องช่วยพวกเขา ในประเทศอย่าง เยอรมัน เด็กๆที่เล่นบอลข้างถนนใครมีแววจะถูกแมวมองอะคาเดมี่ดึงตัวเข้าไปฝึกในระบบ จากนั้นแมวมองสโมสรจะมาดูตัว และดึงเข้าไปเป็นนักเตะฝึกหัด ใครพัฒนาได้เร็วก็จะก้าวสู่นักเตะอาชีพต่อไป
เป็นการส่งเสริมและให้โอกาส เพราะถ้าเตะบอลข้างถนนแล้วไม่มีใครสนใจก็จะอยู่ที่ข้างถนนแบบนั้น แต่ถ้ามีหน่วยงานเข้ามาจัดระบบ มีพื้นที่ในการแสดงออกก็จะช่วยฉายแววและขัดเกลาให้เกิดการพัฒนาได้
ระบบฟุตบอลบ้านเราเกิดจากโรงเรียน เฟ้นช้างเผือกตามต่างจังหวัดเข้ามาเรียนใน กรุงเทพฯ ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเล่นสโมสร และติดทีมชาติ ซึ่งย่อมมีเด็กๆที่ฝีเท้าดีๆ ตกหล่นข้างทางจำนวนมาก เด็กเหล่านี้หมดโอกาสในการเป็นนักฟุตบอล และเบี่ยงทางเดินไปสู่อาชีพอื่น
เราจะทำอย่างไรเพื่อให้โอกาสกับเยาวชนที่เป็นฐานสำคัญกับการพัฒนาในอนาคต สมาคมฟุตบอลฯ หัวเรือใหญ่ต้องขบคิด เราไม่อาจจะพัฒนาแบบฉาบฉวยได้ แต่ต้องมองถึงการพัฒนาแบบยั่งยืน จะมองแค่ลีกเด่น ลีกดีไม่ได้ จะมองแค่ผลงานทีมชาติดีก็ไม่ได้ มันต้องมองว่า เราส่งเสริมเยาวชนทั่วประเทศได้มากน้อยแค่ไหนมากกว่า ยิ่งจำนวนเด็กๆ เล่นฟุตบอลกันมากเท่าไหร่ ก็ย่อมจะมีทรัพยากรป้อนเข้าสู่ระบบมากเท่านั้น
หันมาเน้นเยาวชนให้มากๆและยื่นโอกาสกับนักเตะข้างถนนให้มากกว่าเดิม ดึงพวกเขาเข้ามาสู่ระบบ ทำการส่งเสริม สนับสนุนอะคาเดมี่ เชื่อมสัมพันธ์กับโรงเรียน หนุนสโมสรให้แข็งแกร่ง และควรมีเวทีให้เด็กๆ ได้แสดงออกมากๆ บางทีเด็กข้างถนนที่เตะบอลแบบไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิตอาจจะเป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคตก็ได้ ทวนเหล็ก