นับตั้งแต่ผลการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอล มูลนิธิ ไทยคม เอฟเอ คัพ ออกมา ราวกับโชคชะตาฟ้าลิขิต ให้ทั้งบุรีรัมย์ พีอีเอ และ เมืองทอง ยูไนเต็ดเดินแยกย้ายออกจากกันไปตามทาง ก่อนที่จะนัดกันว่า เราทั้งคู่จะต้องมาเดตกันที่สนามศุภชลาศัยให้ได้ บุรีรัมย์ มาง่ายๆ เดินสะดวก ในขณะที่คู่ต่อกรอย่างเมืองทองฯ แทบโดนฟาดฟานให้แดดิ้น แต่ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ยังมาเดตกันจนได้ ในวันพุธที่ 11 มกราคมนี้
ปีนี้จะเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วนะครับ ที่นัดชิงชนะเลิศการเป็น
"dream final" ทีมใหญ่สองทีมคู่รักคู่แค้นโคจรมาเจอกัน
ปีที่แล้ว
เมืองทอง ยูไนเต็ด เข้าชิงกับ
ชลบุรี เอฟซี โดยทีมกิเลนผยองแพ้ไป 1-2
ปีนี้
ชลบุรี เอฟซีโดนสกัดให้พ้นทางออกไปก่อนด้วยน้ำมือของ
อาร์มี่ ยูไนเต็ด ทำให้
เมืองทองฯเข้าชิงอีกปีโดยมีคู่ต่อกรที่แกร่งกว่าเดิมอย่าง
บุรีรัมย์ พีอีเอ
ถ้าจะว่ากันด้วยศักยภาพของทีมทั้งสองเมื่อเทียบกันหมัดต่อหมัด ปอนด์ต่อปอนด์แล้วดูเหมือน
เมืองทองฯ จะเป็นรองอยู่หลายช่วงตัว ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยเจอกันมาทั้งหมด 4 เกม
เมืองทองฯ ยังไม่สามารถเอาชนะบุรีรัมย์ได้เลยแถมยังยิงประตู
บุรีรัมย์ไม่ได้ด้วย ทั้งที่ยามาฮ่า สเตเดี้ยมและ ไอ โมบาย สเตเดี้ยม
สำหรับผมเองมองว่าเคล็ดลับการทำทีมของ
บุรีรัมย์ ปีนี้คือ
เงินตรา บ้าบอล มันเป็นสูตรสำเร็จที่เดินทางมาเจอกันถูกที่ถูกเวลา เมื่อประธานสโมสรมีทั้งเม็ดเงินและความคลั่งไคล้ฟุตบอล ความสำเร็จจึงจับต้องได้ง่ายในช่วงเวลาอันสั้น การสร้างสนาม , พันธมิตรกับเลสเตอร์ ทำให้สามารถนำเข้านักเตะต่างชาติดีๆประเภทของแท้กระดูกแข็งโป๊กได้ไม่ยาก เพราะนอกจากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีแล้วยังมีเงินพร้อมจ่ายด้วย
นักเตะต่างชาติจึงกลายเป็นจุดแข็งของทีมแบบชัดเจนโดยที่ยังไม่สามารถหานักเตะอิมพอร์ทแบบนี้ได้เลยจากทีมไหนๆที่จะแกร่งครบทุกแดนแบบที่
บุรีรัมย์เป็น
เมื่อพูดถึงนักเตะต่างชาติแบบแกร่งทั่วแผ่น พาลให้ผมนึกไปถึง
ซูมาโฮโร่ ยาย่า ซูเปอร์สตาร์ของเมืองทอง ที่เคยเป็นทุกอย่างของทีม ยามใดที่ทีมทำอะไรไม่ได้ ฟุตบอลเดินทางไปหน้าไม่ได้ฝากมาที่เค้า แล้ว ยาย่า จะจัดให้เอง
ฟุตบอลของ
เมืองทองในยุคปีสองปีที่แล้วเป็นฟุตบอลที่ดูสนุกเร้าใจเล่นเอนเตอร์เทนคนดู นั่นจึงเป็นปัจจัยให้ทีมกิเลนผยองสามารถผูกมัดใจคนย่านแจ้งวัฒนะแผ่ไปถึงนนทบุรีมากขึ้นเรื่อยๆ
ฟุตบอลของเมืองทองปีนี้ก็ยังยึดปรัชญาเดิมคือ
ฟุตบอลเอนเตอร์เทน เพียงแต่หลายๆอย่างเปลี่ยนไป ตัวตายตัวแทนของ
ยาย่า ยังไม่สามารถหาได้อย่างเป็นรูปธรรม การออกสตาร์ทช้ากว่าทีมอื่นๆอาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทีมเจอผู้เล่นที่ลงตัวช้ากว่าทีมกลุ่มบนด้วยเช่นกัน
คำว่าออสตาร์ทช้าในที่นี้คือการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่บ่อยครั้งนะครับ ไล่มาตั้งแต่
คาร์ลอส โรแบร์โต้ คาวัญโญ่ ,
เอ็นริเก้ คาลิสโต้ และ
ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ด้วยเรื่องนี้เป็นเหตุผลใหญ่ที่ผมมองว่าทำให้เมืองทองฯ เจอทีมลงตัวช้ากว่าทีมอื่นๆ บวกกับอาการบาดเจ็บของนักเตะมารบกวนอีก แผนการเล่นจึงมีเปลี่ยนมีขยับอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็น 4-4-2 , 4-3-3, 4-5-1 หรือแม้กระทั่ง 3-5-2 ยังเคยมาแล้ว
แต่ทั้งหมดทั้งมวล
เมืองทอง ก็ยังประคองตัวเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้ซึ่งก็ต้องให้เครดิตการทำงานของผู้เกี่ยวข้องทุกคน
จากรอบที่แล้วต้องบดกับสงขลามา 120 เต็มทำให้สภาพร่างกายดูเป็นรองแน่ๆ แต่นี่คือฟุตบอลนัดเดียว นัดชิงชนะเลิศที่มีเกมฟุตบอลถ้วยเอเซียกับ
โปฮัง สตีลเลอร์รออยู่ข้างหน้าผมเชื่อว่าเกมนี้
เมืองทอง ก็จะสู้ได้สนุกบนศักดิ์ศรีของแชมป์ลีก 2 สมัยที่ค้ำคออยู่ เพราะถ้าพวกเค้าไม่ชนะเกมนี้
ชลบุรี เอฟซี จะบินไปเกาหลีแทนที่
นี่จึงเป็นเรื่องที่
เมืองทอง ยูไนเต็ด ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เช่นเดียวกัน
ส่วนฟากทีมแชมป์ลีกอย่างบุรีรัมย์ พีอีเอ อาจจะไม่ได้กดดันเท่ากับคู่ต่อกร เพราะบรรลุเป้าหมายคว้าแชมป์ลีกสูงสุดแถมได้โชคเด้งที่สองเป็นเล่นรอบแบ่งกลุ่ม เอเอฟซี แชมปเปี้ยนส์ลีก อีกด้วย แต่มองอีกมุมนึงการได้ประกาศศักดาย้ำแค้นใส่เมืองทอง อีกครั้งก็เป็นเรื่องที่หอมหวานเช่นเดียวกัน
ละครบทนี้จะจบอย่างไร บุรีรัมย์ พีอีเอ เมืองทอง ยูไนเต็ด หรือชลบุรี เอฟซี จะได้เป็นผู้ร่าเริงเป็นทีมสุดท้ายคำตอบรออยู่ที่สนามศุภชลาศัย 11 มกราคมนี้ครับ ไปสร้างประวัติศาสตร์แฟนบอลไทยร่วมกันอีกครั้งด้วยกันครับ
ต้นรำเพย
@theerayut_b
http://www.facebook.com/theerayutb