วันเสาร์ที่ 24 ธ.ค. นี้ เกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอไอเอส ลีก รอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ระหว่างราชบุรี เอฟซี กับ นครราชสีมา จะมีขึ้นที่สนามศุภชลาศัย มีการถ่ายทอดสดทางฟุตบอลสยามทีวี ทรูวิชั่นส์ 74
ทีมชนะในคู่นี้จะเป็นแชมป์ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นแชมป์ประเทศไทยคงไม่ผิดนัก เพราะทั้งสองทีมต่างก็ฟันฝ่าจากการแข่งขันแบบแบ่งโซน ราชบุรี เป็นทีมชนะเลิศจากภาคกลางและภาคตะวันออก ขณะที่ นครราชสีมา เป็นทีมอันดับ 3 จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มาถึงรอบ 12 ทีมสุดท้ายแชมเปี้ยนส์ ลีก ต่างก็พาเหรดคว้าชัยชนะเป็นว่าเล่นจนครองแชมป์กลุ่มและเข้ามาชิงชนะเลิศกันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้
แชมป์ลีกภูมิภาค แม้ว่าจะสำคัญแต่สิ่งที่สำคัญกว่าและเป็นเป้าหมายของทั้งสองทีมคือการได้ก้าวขึ้นไปสู่ฟุตบอลดิวิชั่น 1 ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จร่วมกับทีมอย่างพัทลุงและกระบี่ เพราะผมเชื่อว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น เป้าหมายสูงสุดของทุกทีมก็คือการขึ้นไปสู่ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกให้ได้เร็วที่สุด
ในบรรดา 4 ทีมที่ประสบความสำเร็จในซีซั่นนี้ต้องยอมรับว่า
"ราชันมังกร" ราชบุรี เอฟซี เป็นทีมที่ส่อแววมากที่สุดตั้งแต่การแข่งขันในระดับภูมิภาค แสงออราจับมาโดยตลอด ถูกจับตามองว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคจนก้าวไปสู่ดิวิชั่น 1 ได้
ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับเพราะแม้จะมีทีมที่ดี นักเตะเก่ง เงินหนา แต่ก็ต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกมากมายทั้งการบริหารจัดการ การทำให้นักเตะอยู่ในฟอร์มสม่ำเสมอได้ยาวนาน ที่สำคัญสุดๆต้องมีโชคพอสมควรเหมือนกัน
ดูแต่สวาดแคทนั่นเถอะ ทีมอะไร ยิ่งกว่าดรามาซะอีก รอบคัดเลือกภาคอีสานโดนปรับ 9 แต้มแต่ยังฝ่ามาเกาะที่ 3 ได้ มารอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ฟรี 3 แต้มจากร้อยเอ็ดที่ส่งผู้เล่นผิดคุณสมบัติบ้าง อันนี้ต้องบอกว่าเก่งบวกเฮง กระบี่ก็มาถึงขั้นนี้ได้เพราะโกงความตายยิงตีเสมอ ระยอง นาทีที่ 93 ในนัดสุดท้ายคว้าโควตาได้หวุดหวิด
ทีมราชบุรี เอฟซี ชุดนี้ผมเห็นแนวทางและความมุ่งมั่นในการสร้างทีมมาตั้งแต่ต้น ได้ยินชื่อ "เสี่ยฟลุ๊ค" บ่อยๆ จากที่น้องๆนักข่าวไปทำข่าวมา ภาพพจน์วันนั้นเหมือนเสี่ยต่างจังหวัด ที่ทุ่มเงินเพื่อสร้างทีม บูมชื่อเสียงทั้งฟุตบอลและตัวเองอย่างเต็มที่ ตอนนั้นผมคิดว่า ก็คงเหมือนหลายๆจังหวัดที่หวังจะใช้เป็นฐานเดินไปสู่ถนนการเมือง
แต่พอได้เจอตัว ได้นั่งคุยกันแบบเต็มๆ ในวันที่
"เสี่ยฟลุ๊ค" ธนวัชร์ นิติกาญจนา ที่มาออกรายการสถานีฟุตบอลไทยทางช่องฟุตบอลสยามทีวี แล้วก็ชื่นชมกับวิธีคิด ความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มวัย 25 ปี
"ฟลุ๊ค" เล่าให้ผมฟังว่า เขาชอบฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไปเกาะรั้วดูทีมราชบุรีเล่นบ่อยๆ เคยได้แต่ฝัน ไม่เคยคิดอย่างจริงๆจังๆว่า วันหนึ่งจะมาทำทีมฟุตบอล เพราะมีคนเก่าคนแก่ที่เขาทำอยู่แล้ว จนวันหนึ่งเห็นคนทำทีมมาขอการสนับสนุนจากที่บ้านที่ฐานะไม่ค่อยดี เป็นฟาร์มหมูใหญ่ที่สุดของประเทศ คุณแม่เป็นส.ส.ก็เลยคิดว่า เมื่อให้การสนับสนุนไปแล้วเราไม่ลองลงไปทำด้วยตัวเองซะเลยล่ะเผื่อจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่เป็นอยู่
"เสี่ยฟลุ๊ค" ทำทีมมา 2 ปี ลองผิดลองถูกมาทุกรูปแบบ จนมาปีนี้ตั้งใจว่าถ้าอยากจะขึ้นชั้นจริงๆ ต้องทุ่มมากกว่าเดิม ดึงนักเตะฝีเท้าดีของแท้มาร่วมทีมให้มากที่สุด ลำพังกำลังคนเดียวไม่ไหว ก็ไปขอคุณสรอรรถ กลิ่นประทุม นักการเมืองดังของจังหวัดมาช่วยเป็นแรงหนุนในการประสาน ขอสปอนเซอร์จากห้างร้านเอกชนเข้ามาเพิ่มเติม
ประธานสโมสรราชบุรี บอกกับผมว่าเขาต้องลงไปดูรายละเอียดในการทำทีมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การติดต่อนักบอล อำนวยความสะดวกเรื่องกินอยู่ หาเงิน อัดฉีด พิมพ์เอกสารเสนอขอเงินสปอนเซอร์เอง สารพัด แม้กระทั่งการจะดึงนักเตะมาร่วมทีมเขาก็จัดการด้วยตัวเองมีอยู่คนหนึ่ง เป็นนักเตะระดับดิวิชั่น 1 ที่เขาอยากจะได้ตัวมาร่วมทีมมาก ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ไปคุย ต้องจับรถข้ามจังหวัดไปนอนรอในรถอยู่เกือบ 1 วันเต็มๆ เพราะนักบอลไม่รู้จักเห็นเป็นวัยรุ่นตัวเล็กๆ ต้องแนะนำตัวเอง พาไปทานข้าว ก่อนจะยื่นเงื่อนไข เจรจาตกลง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจว่าอยากได้ตัวจริงๆ...เสี่ยหนุ่มขับปอร์เช่ป้ายแดง ให้ใจกับนักบอลขนาดนี้ นักบอลก็ต้องให้ใจกลับแหละครับ
พี่เลี้ยงสำคัญคนหนึ่งของ
"ฟลุ๊ค" ก็คือ
"ฮั่น" มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ที่แม้อายุจะน้อยกว่าแต่ประสบการณ์ด้านฟุตบอลมีมากกว่านายใหญ่ราชบุรี บอกว่าเขาโทร.คุย ปรึกษาหารือเรื่องต่างๆกับประธานกว่างโซ้งทุกวัน วันละหลายรอบด้วย เขาปรารถนาอยากเห็น ราชันมังกร ผงาดยุทธจักรเหมือนกว่างโซ้ง
ดูจากความตั้งใจ แรงหนุนแล้วผมเชื่อว่าเขาจะทำได้ แม้ว่าคู่ต่อสู้ในปีหน้า สถานีดิวิชั่น 1 จะเต็มไปด้วยเขี้ยวลากดิน แต่เมื่อเดินมาถึงขนาดนี้ "เสี่ยฟลุ๊ค" คงรู้แล้วว่าจะต้องทำทีมยังไงเพื่อให้อยู่รอด ผมมั่นใจว่าสมองและไฟในการทำฟุตบอลของเด็กหนุ่มรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ บางทีราชบุรีปีหน้าอาจจะเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนผู้เล่นแทบยกทีมเลยก็ได้ เพราะเขาถือว่า "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน"
ปูเป้