ไม่ต่างจากผู้เขียนทีเดียวกับความเจ็บปวดเวลานี้ของ"เดอะ เจิด"สตีเว่น เจอร์ราร์ดกัปตันทีมลิเวอร์พูล
ต่างกันเพียงในฐานะปัจเจก ความร้าวลึกส่วนตัวยาวนานของผู้เขียน ส่วนหนึ่งเกิดจากใช้ชีวิตไม่ถูกที่ถูกต้อง กับสิ่งแวดล้อมที่ยํ่าแย่ และหนักสุดคือการรักษาสุขภาพไม่ถูกจุด ขณะที่ทีมดังสุดอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้ น่าเสียดายที่ปล่อยให้เกิดความล้มเหลวด้านกีฬาเรื้อรังขนาดนั้น เมื่อดูจากความพร้อมทุกอย่าง
ล่าสุดเจอร์ราร์ดยอมรับว่าเขาจะถูกหลอนไปจนตาย ถ้าลิเวอร์พูลไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ก่อนเลิกเล่นได้
ก็ควรเป็นเช่นนั้นเมื่อย้อนความรุ่งเรื่องไม่นานมานัก จากการคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยครั้งสุดท้ายในฤดูกาล 1989/90 ไม่นับแชมป์ยูโรเปี้ยนห้าสมัยเยอะสุดของสโมสรอังกฤษ เอฟเอ คัพอีกเจ็ดและลีก คัพอีกเจ็ดซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด
ลิเวอร์พูลคว้าไตเติ้ลลีกครั้งแรกได้เมื่อปี 1901 ก่อนครองความยิ่งใหญ่ในเกาะมาต่อเนื่อง แม้จะมีจังหวะตกตํ่าบางช่วง แต่ก็ไม่เคยยาวนานเหมือนการทิ้งช่วงครั้งสุดท้ายให้คู่แข่งร่วมถิ่นเดียวกันอย่างแมนฯ ยูฯ
เจอร์ราร์ดในวัย 31 วันนี้ เคยชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก,ยูเอฟ่า คัพ,เอฟเอ คัพและคาร์ลิ่ง คัพกับเดอะ เรดส์ แต่ทั้งหมดในความคิดของเขากัปตันสตีวี่ยอมรับคงไม่อาจเทียบกับความยิ่งใหญ่ของการครองความเป็นที่หนึ่งของลีกฟุตบอลประเทศ ที่เขาถวิลหามาตลอดและหวังสร้างความฝันเป็นจริงเสียทีหลังคัมแบ็คจากการเจ็บข้อเท้าล่าสุด
ไม่น่าเชื่อว่าพี่เจิดของหลายคนจะคิดถึงเรื่องนี้เกือบทุกวัน
"Cause you really hurt me"เหมือนเนื้อร้องเพลงอกหัก
เจอร์ราร์ดบอกว่าเขามักคิกเกี่ยวกับความฝันของการชนะมัน หรือความผิดหวังถ้าทํามันไม่ได้ แน่นอนมันเจ็บปวดมากถ้าเป็นอย่างนั้น เพราะการเล่นกับลิเวอร์พูล 14 หรือ 15 ปีและจบลงด้วยความว่างเปล่าตรงนั้นมันคงน่าผิดหวัง น่าละอายมาก
เพียงแต่ตรงนั้นเขาขออย่างเดียวว่าอย่าเกิดจากความไม่พยายาม กับทีมที่มีขณะนี้เขาเชื่อว่าทีมลิเวอร์พูลชุดนี้ยังสามารถยกระดับและก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าซึ่งเขาคิดว่าทีมมีโอกาสดีมากที่จะกลายเป็นแชมเปี้ยนจริงจังได้
ในเส้นทางอาชีพที่ผ่านมา"เดอะ เจิด"เคยทําได้ใกล้เคียงสุดในฐานะเพื่อนอารอง เค้ามูลคดี จนต้องร้องเพลงที่หนึ่งไม่ไหวสองครั้ง
ในฐานะเด็กซึ่งโตในเมืองลิเวอร์พูลอย่างแท้จริงยุคปี 1980 เขาเคยมองเคนนี่ ดัลกลิชผู้จัดการทีมปัจจุบันชูโทรฟี่ด้วยความชื่นชมมาตลอด เพียงแต่กับตัวเองตอนนี้เขารู้สึกว่ามันยากกว่ามากในการมาวินเหมือนตอนนั้น
"ผมเคยเล่นในยุคซึ่งมีสาม,สี่หรือห้าท็อปทีมในลีก"เจิด เดอะ สตาร์ยอมรับ"ตอนที่ลิเวอร์พูลครองความยิ่งใหญ่ เราดีมาเสียจนคว้าแชมป์ฤดูกาลหนึ่งได้จากออสตาร์ทแบบม้วนเดียวจบ ขณะตอนนี้ในยุคของผมเรากําลังสู้กับแมนเชสเตอร์ ยูไเนเต็ด,อาร์เซน่อล,เชลซีและตอนนี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้และสเปอร์ พวกเขาทั้งหมดมีทีมน่าทึ่งมันยากจริงๆในการชนะการแข่งขัน แต่คุณต้องรักษาการสู้เอาไว้เสมอ"
หลังเห็นทีมกล้าทุ่มซื้อแข้งบิกเนมมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เตอร์ราร์ดรู้สึกว่าทีมโฉมใหม่ของพี่เคนอยู่ในตําแหน่งหนึ่ง ที่แข็งแรงพอกับการทะลุขึ้นมาในอีกไม่กี่ปีถัดไป
กัปตันเดอะ เรดส์บอกว่าเขารู้สึกดีที่เห็นนักเตะหลายคนเข้ามา ไม่ใช่แค่ซัมเมอร์ที่ผ่านมาเพราะหลุยส์ ซัวเรซหรือแอนดี้ แคร์โรลล์ซึ่งเพิ่งมาช่วงกลางซี่ซั้นที่แล้วก็ยังรู้สึกตัวเองเป็นนักเตะใหม่ และหลังจากนั้นทีมยังเติมของได้ดีกับชารืลี อดัม,จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,เคร็ก เบลลามี่ลสจวร์ต ดาวนิ่งและเซบาสเตียน โคอาเตส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด้กผู้ดีที่รู้จักลีกเป็นอย่างดี รวมทั้งมีคุณภาพ
กับทีมที่ดูแข็งกว่า บางทีอาจแกร่งกว่าทุกชุดที่เจอร์ราร์ดเคยเล่นด้วยมายาวนาน ทําให้เขามีความรู้สึกว่าทีมมีความพร้อมตรงนั้นแล้ว สิ่งที่ยังขาดตอนนี้คือการทํางานหนักโฟกัสกับแต่ละเกม และพยายามสร้างในสิ่งที่พวกเขาเคยแสดงให้เห็นในหลายเกมที่ผ่านมา
"ที่ลิเวอร์พูลมาตรฐานของคุณคือการเล่นในระดับสูงมากทุกสัปดาห์ให้ได้ คุณต้องแสดงมันออกมาตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่ผมต้องทําทุกปีและนั่นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มใหม่กําลังไปด้วยกันกับมัน"
เอาใจช่วยนายนะ เจอร์ราร์ด เรามาก้าวถึงที่หมายด้วยกันเหมือนประโยคอมตะพี่ต.โต้ง อิสระพงษ์ ผลมั่ง
"เอ็งก็มีเหมือนกันนี่ไอ้โต้ง"
"อ.วัน"