| 06/11/2011 17:56:08 น. |

ช่วงเวลาแห่งการคุมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครบรอบ 25 ปีของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เราสามารถยกตัวอย่างเพื่อชมเชยเขาทั้งเรื่องคว้าแชมป์ได้เกือบทุกฤดูกาล ประสบความสำเร็จในการทำให้ลูกทีมกลายเป็นผู้เล่นชั้นยอด แม้มีที่มาหลากหลาย รวมถึงทำสถิติต่างๆกันมากมาย
แต่สิ่งที่บางท่านอาจยังไม่ทราบคือ แม้กลายเป็นตำนานของสโมสรยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และไม่มีแฟนบอลคนไหนในยุคนี้ไม่รู้จักชื่อของเขา แต่ เฟอร์กูสัน ก็ไม่เคยทำตัวอยู่เหนือกว่าผู้อื่น ใช้ชีวิตนอกสนามอย่างสงบเงียบ ไร้ความฟุ้งเฟ้อ หรือข่าวเสียๆหายๆ แต่กลับถ่อมตัวตลอด กระทั่งครบรอบการเป็นกุนซือ "ปีศาจแดง" 2 ทศวรรษครึ่ง เขายังยอมรับว่าทั้งหมดเหมือนเทพนิยายที่ยาวนาน คือช่วงเวลาอันยอดเยี่ยม และไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตนเองจะมีวันนี้ แต่ก็พอใจกับทุกสิ่ง เมื่อมองกลับไป เฟอร์กูสัน คิดว่าเขาโชคดีด้วยซ้ำที่ได้ร่วมงานกับนักเตะชั้นดีมากมาย
ไม่น่าเชื่อว่าภาพนี้จะเกิดขึ้นมานานกว่า 25 ปีแล้ว
"รายชื่อทั้งหมดนั้นน่าเหลือเชื่อมาก เมื่อย้อนไปว่าเริ่มมาตั้งแต่ ไบรอัน ร็อบสัน, นอร์แมน ไวท์ไซด์, ไบรอัน แม็คแคลร์, มาร์ค ฮิวจ์ส, พอล อินช์, รอย คีน, เอริก คันโตน่า นักเตะเหล่านี้คือพวกสุดยอด ไม่อยากเชื่อเลยว่าผมจะเป็นผู้คุมพวกเขาได้เป็นเวลานาน มันยากที่จะนำทุกอย่างมารวมไว้ในจุดเดียวกัน หลายสิ่งก็เปลี่ยนไป การคุมทีมตอนนี้แตกต่างจากเมื่อ 7-8 ปีก่อนมาก" โค้ชเลือดสกอต วัย 69 ปี กล่าว ความจริงวันที่ อเล็กซานเดอร์ แชปแมน เฟอร์กูสัน เริ่มต้นงานใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด กับปัจจุบัน ยิ่งต่างกันไกล เพราะตอนเข้ารับตำแหน่งต่อจาก รอน แอ็ตกินสัน เมื่อ 6 พฤศจิกายน 1986 แมนฯยูไนเต็ด อยู่อันดับ 19 ถัดลงไปอีก 3 ลำดับคือ เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งตอนนี้ทั้งหมดคือสโมสรหัวแถวของพรีเมียร์ลีก ขณะจ่าฝูงดิวิชั่น 1 ตอนนั้นคือ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ที่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการทัวร์ ฟุตบอลลีก แชมเปี้ยนชิพ
หลังจากวันที่คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 1990 ร่วมกับ ไบรอัน ร็อบสัน ทุกอย่างก็กลายเป็นตำนาน
นัดแรกของ เฟอร์กูสัน ก็พ่าย อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ซึ่งตอนนี้อยู่ ลีก ทู 0-2 เมื่อ 8 พฤศจิกายน จบฤดูกาลแรกด้วยอันดับ 11 แชมป์เป็นของ เอฟเวอร์ตัน แต่เพียงหนึ่งปีให้หลัง "ปีศาจแดง" กระเด้งขึ้นมาเป็นรองแชมป์ลีก ก่อนกลับไปอยู่อันดับ 11 และ 13 ในช่วง 2 ปีต่อมา ช่วงนั้นไม่มีใครคิดเลยว่า แมนฯยูไนเต็ด จะประสบความสำเร็จ ถ้าเป็นทุกวันนี้อาจโดนไล่ออกไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ฟุตบอลยุคก่อนให้โอกาสผู้จัดการทีมสร้างทัพมากพอสมควร เฟอร์กูสัน ต้องเปลี่ยนจากทีมที่มีวัฒนธรรมของพวกกินเหล้าเมายา มาเป็นทีมที่มีวัฒนธรรมของผู้ชนะ ซึ่งกินเวลาถึง 4 ปี กว่าจะคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 1990 แต่นั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญเช่นกัน เพราะหากไม่มีวันนั้น เฟอร์กูสัน อาจโดน แมนฯยูไนเต็ด ไล่ออกไปแล้ว และกลายเป็นว่าการซิวแชมป์ เอฟเอ คัพ ทำให้ได้เล่น คัพวินเนอร์ส คัพ ซึ่ง "ปีศาจแดง" สามารถครองแชมป์ด้วยการชนะ บาร์เซโลน่า ในรอบชิงฯ 2-1
ช่วง 2 ทศวรรษครึ่ง เฟอร์กี้ คว้าแชมป์ 37 รายการ รวมถึง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน พรีเมียร์ลีก 12 สมัย
ดังนั้นกว่าจะมีวันนี้ เฟอร์กูสัน ผ่านเรื่องต่างๆมาเยอะ เขาจึงรู้ว่าไม่ควรประมาท หรือคาดหวังสิ่งใดมากจนเกินไป แต่ต้องตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีสุด จนถึงเคยปราศรัยที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ว่า "อย่าประเมินค่าความกระตือรือร้นต่ำเกินไป และไม่ควรยอมแพ้อะไรง่ายๆ" ซึ่งนายใหญ่แห่ง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ก็ปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างตั้งแต่ก่อนจะมาอยู่ในถิ่นดังกล่าวด้วยซ้ำ และอาจเพราะแนวคิดเช่นนี้ เขาเลยให้โอกาสดาวรุ่งมากถึง 79 คน ในช่วง 25 ปี เพราะไม่ประเมินค่าความกระตือรือร้นของเด็กฝึกหัดต่ำเกินไป และต้องไม่ลืมว่าผู้ยิงประตูชัยให้ชนะ คริสตัล พาเลซ 1-0 ในศึกเอฟเอ คัพ นัดรีเพลย์ เมื่อปี 1990 คือ ลี มาร์ติน ลูกหม้อของสโมสร นับจากนั้น แกรี่ เนวิลล์, ฟิล เนวิลล์, เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์ และ ไรอัน กิ๊กส์ ก็มีโอกาสแจ้งเกิด พร้อมการเข้ามาของซูเปอร์สตาร์อย่าง ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล, แกรี่ พัลลิสเตอร์, รุด ฟาน นิสเตลรอย หรือ ริโอ เฟอร์ดินานด์
จากกองหน้าดาวรุ่ง เฟอร์กูสัน ก็ปั้น เวย์น รูนี่ย์ ให้กลายเป็นนักเตะระดับโลกได้
นอกจากความปรารถนา และความรัก เฟอร์กูสัน ยังเพิ่มจิตวิญญาณในการแข่งขัน และสติปัญญา เข้ามาเป็นส่วนผสมในการเล่นของ แมนฯยูไนเต็ด นี่ไม่ใช่ความลับสำหรับการสร้าง "ปีศาจแดง" ให้เป็นหนึ่งในทีมที่เยี่ยมยอดที่สุดของวงการ แต่มันคือความเรียบง่ายของการทำให้ฟุตบอลเป็นกีฬาที่อยู่คู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความต้องการของแฟนบอลได้อย่างลงตัว เราไม่เห็น แมนฯยูไนเต็ด ที่เล่นแบบกลัวแพ้ หรือเอาแค่ชนะลูกเดียว หรือเสมอก็พอ กันบ่อยนักในยุค เฟอร์กูสัน แต่ได้เห็นทีมนี้เล่นอย่างดุดัน พร้อมยิงคู่แข่งกระจุย อย่างน้อยก็เปิดเกมรุกตลอดเวลา อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่กองเชียร์อยากจ่ายเงินเข้ามาดู และเป็นต้นกำเนิดชอง 37 แชมป์รายการใหญ่ในยุคชอง "เฟอร์กี้" รวมทั้งที่มาสำหรับฉายา "โรงละครแห่งความฝัน" ของ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพราะ 25 ปีก่อน ไม่มีทางจะเห็นแฟนบอลจากเกาหลี มาห้อมล้อมเพื่อชมแค่การฝึกซ้อมของแข้ง "ปีศาจแดง" เหมือนในปัจจุบัน ตอนนี้ชื่อ แมนฯยูไนเต็ด กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งการันตีได้ถึงความสำเร็จ และความยิ่งใหญ่ จนใครๆก็อยากมาสัมผัสบรรยากาศในสโมสรแห่งนี้สักครั้ง
แม้มีการโต้คารมกับเพื่อนร่วมอาชีพหลายหน แต่ความจริงทุกคนก็ให้เกียรติ และยอมรับ เฟอร์กี้
แต่ไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้ามาเป็นลูกศิษย์ ก็จะถูก เฟอร์กูสัน สอนให้นึกถึงความสำคัญของรากเหง้าตัวเองอยู่เสมอ คำพูดหนึ่งที่กลายเป็นลายเซ็นของเขาแล้วก็คือ "ส่วนหนึ่งในงานของผม คือต้องแน่ใจว่าหนุ่มๆเหล่านี้จะทำตัวให้เท้าของพวกเขาติดดินอยู่เสมอ ผมพูดกับทุกคนว่าเมื่อกลับไปบ้าน ต้องให้แน่ใจว่าแม่ของคุณ จะยังเห็นลูกคนเดิมที่เธอเคยเห็น ก่อนจะมาอยู่กับผม" ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจุดยืนของกุนซือคนนี้ ต่อให้มีชื่อเสียง เงินทองมากมายแค่ไหนก็ตาม นี่คือเหตุผลที่เฟอร์กูสันสมควรได้รับการยกย่อง ต่อให้มีความผิดหวังใดๆเกิดขึ้นหลังการแพ้ 6-1 ให้คู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือพ่าย บาร์เซโลนา 3-1 แต่เราก็จะไม่เห็นภาพของการทะเลาะวิวาท หรือโยนความผิดใส่กัน และทุกคนสามารถเชื่อได้เลยว่านักเตะของ เฟอร์กูสัน ก็จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้เสมอ และยังคงเป็นทีมที่น่ากลัววันยังค่ำ
อารมณ์เวลาอยู่ข้างสนามของ เฟอร์กูสัน วันนี้ กับวันแรกที่คุมทัพ ก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย
ขนาด ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ กองหน้าซึ่งเกิดในเม็กซิโก หลังจาก "เฟอร์กี้" เข้ามาคุมทัพ "ปีศาจแดง" ไปแล้ว 2 ปี และเป็นลูกศิษย์กุนซือรายนี้เพียงปีเศษ ยังเผยว่า "คุณไม่สามารถเปรียบเทียบ เฟอร์กูสัน กับคนอื่น เรื่องประทับใจผมมากสุดเกี่ยวกับเขา และสิ่งที่รู้สึกได้ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน ก็คือเขาเป็นคนเรียบง่ายมาก คุณสามารถพูดถึงทุกแชมป์ที่ "เฟอร์กี้" เคยได้รับ และทุกสิ่งในช่วงเวลาของเขากับสโมสร แต่คุณคงไม่คิดเลยว่านั่นคือ "เฟอร์กี้" ตอนนั่งข้างสนาม เพราะทุกแมตช์ดูเหมือนว่ามันคือเกมแรกของเขา เจ้าตัวยังรู้สึกตื่นเต้น และกระตือรือร้นมากเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน"
และสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นข่าวร้ายของหลายสโมสร คือ เฟอร์กูสัน เพิ่งกล่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า "ผมจะคุมทีม ตราบเท่าที่ยังรู้สึกแข็งแรงพอที่ทำมันได้ต่อไป" ซึ่งหมายถึงว่าเทพนิยายเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆนั่นเอง

| Recommend on Google |