
เป็นเรื่องฮือฮาพอสมควร เมื่อ สมาคมฟุตบอลจีน (ซีเอฟเอ) แต่งตั้ง โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่ อัลฟาโร่ อดีตกุนซือทีมชาติ สเปน มากุมบังเหียนแทน เกา หงโป ด้วยความหวังว่าจะช่วยพาพวกเขา ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์
หลังจากใช้บริการ เกา อดีตกองหน้าทีมชาติของตัวเอง มานาน 2 ปีเศษ ได้ทั้งแชมป์ ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียนตะวันออก 2010 และผ่านเข้ารอบ 3 ของศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ซึ่งถือว่ามีโอกาสเข้ารอบต่อไป เพราะเพื่อนร่วมกลุ่ม เอ คือ อิรัก, จอร์แดน กับ สิงค์โปร์ ทำให้ จีน เริ่มหวังสูง ยอมลงทุนคว้าตัว คามาโข่ โค้ชวัย 56 ปี ผู้เคยพา สเปน ประเทศบ้านเกิด เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ยูโร 2000 และ ฟุตบอลโลก 2002 มาคุมทัพ โดยให้ค่าเหนื่อยประมาณ 3 ล้านยูโร (126.33 ล้านบาท) กลายเป็นโค้ชที่มีค่าจ้างแพงสุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังแดนมังกร ท่ามกลางความไม่พอใจชองแฟนบอล ที่เชื่อว่าควรใช้เงินก้อนนี้ปรับปรุงการแข่งขันลีกภายในประเทศ มากกว่าไปทุ่มกับโค้ชต่างชาติ แต่เป็นไปได้ที่ ซีเอฟเอ ไม่เชื่อใจ เกา อีกแล้ว หลังพาทีมตกรอบแรกศึก เอเชียน คัพ 2011 เพราะแพ้ กาตาร์ 0-2 และเสมอ อุซเบกิสถาน 2-2 แม้ชนะ คูเวต 2-0 ก็ตาม
จากที่เคยเป็นโค้ชของ สเปน ตอนนี้ โฆเซ๋ คามาโช่ ก็หันมารับงานคุมทีมชาติจีน
ชาวจีนคลั่งไคล์เกมฟุตบอลอย่างมาก เคยทำสถิติชมนัดชิงชนะเลิศ เอเชียน คัพ 2004 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ แต่พ่าย ญี่ปุ่น 1-3 ผ่านทางโทรทัศน์ ถึงราว 250 ล้านคน สูงสุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาหนึ่งแมตช์ของประเทศ แต่ทีมชาติ จีน กลับประสบความสำเร็จค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับ ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ ประเทศเพื่อนบ้าน เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อปี 2002 (ตอนนั้นคุมทัพโดย โบร่า มิลูติโนวิช กุนซือเชื้อสายเซิร์บ-เม็กซิกัน ได้รองแชมป์ เอเชียน คัพ 2 สมัย ปี 1984 (แพ้ ซาอุดี อาระเบีย 0-2) กับ 2004 (โค้ชก็คือ อารี ฮาน ชาวดัตช์) รวมทั้งรองแชมป์ เอเชียน เกมส์ ปี 1994 (พ่าย อุซเกิสถาน 2-4) เคยมีอันดับโลกสูงสุดคือที่ 37 ในปี 1998 แต่ล่าสุดหล่นไปอยู่ลำดับ 73 ใกล้ๆ มาลาวี กับ แซมเบีย ประสบความสำเร็จเมื่อใช้กุนซือต่างขาติ 2 หน แต่เริ่มจ้างโค้ชนอกตั้งแต่ช่วงปี 1954-56 แล้ว คือ อ. โยเซฟ ชาวฮังกาเรียน
วลาดิเมียร์ เพโตรวิช กุนซือต่างชาติคนล่าสุดของจีน ก่อนจะเป็น คามาโช่
คามาโช่ คือโค้ชต่างชาติคนที่ 7 ของ จีน ถัดจาก โยเซฟ เป็น เคล้าส์ ชลัปป์เนอร์ จากเยอรมัน (1992-93), บ็อบบี้ เฮาจ์ตัน ชาวอังกฤษ (1997-99), มิลูติโนวิช (2000-02), ฮาน (2002-04) กับ วลาดิเมียร์ เพโตรวิช ชาวเซิร์บ (2007-08) รวมทั้งเป็นโค้ชรายที่ 7 ตั้งแต่ตกรอบแรกฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งทำให้ มิลูติโนวิช เสียสถิติสุดหรู หลังเข้ารอบสองฟุตบอลโลก 4 สมัยติดต่อกัน กับ 4 ประเทศ แต่ประวัติการทำงานของ คามาโช่ ไม่โดดเด่นขนาดนั้น แม้อดีตแบ๊กซ้ายที่เคยติดทีมชาติสเปน 81 นัดคนนี้จะออกสตาร์ทอาชีพโค้ชค่อนข้างดี โดยออกจากการเป็นสตาฟใน เรอัล มาดริด สโมสรที่ลงเตะถึง 414 เกม ก่อนแขวนสตั๊ดเมื่อปี 1989 ไปพา ราโย บาเยกาโน่ กับ เอสปันญ่อล เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดทั้งคู่ จากนั้นย้ายสู่ เซบีย่า ได้กลับมาคุม "ราชันชุดขาว" ปี 1998 แม้ลาออกหลังทำงานแค่ 22 วัน เพราะขัดแย้งกับผู้บริหาร แต่ก็ได้เป็นกุนซือทีมชาติสเปน เพราะ ฆาเบียร์ เคลเมนเต้ นำทัพพ่าย ไซปรัส 2-3 ในศึกยูโร 2000 รอบคัดเลือก ครองตำแหน่ง 4 ปี คามาโช่ ต้องลาออกอีกครั้ง เพราะแพ้ เกาหลีใต้ ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก ต่อมาเขาไปคุม เบนฟิก้า ลิสบอน และได้แชมป์รายการเดียวในฐานะกุนซือ คือ โปรตุกีส คัพ ฤดูกาล 2003-04
คามาโช่ กลับ เรอัล มาดริด อีกหน เพื่อแทนที่ คาร์ลอส เคยรอซ เมื่อปี 2004 แต่อยู่เพียง 2 เดือนก็ลาออกเพราะผลงานแย่ ว่างงาน 3 ปีก่อน เบนฟิก้า จ้างไปเป็นรอบ 2 ร่วมงานกันไม่ถึงฤดูกาล เขาขอออกจากตำแหน่งเหมือนเคย เพียง 7 เดือนให้หลัง โอซาซูน่า เลือกมาคุมทัพ แต่หนนี้ไม่มีโอกาสลาออก เพราะการแพ้ เรอัล โซเซียดาด จนหล่นสู่โซนตกชั้น สโมสรเลยสั่งปลดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2011 ไม่มีใครคิดเลยว่าอีกเพียง 6 เดือน คามาโช่ จะได้คุมทีมชาติ จีน ด้วยสัญญา 3 ปี โดยเขากล่าวว่า "ผมมีแผนสองอย่าง หนึ่งคือพาทีมเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2014 มันจะไม่เป็นงานที่ง่าย แต่ทั้งทีม และผม จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย โดยไม่หวังพึ่งโชคชะตา สองคือพัฒนาวงการฟุตบอลด้วยการใช้ความนิยมให้เป็นประโยชน์ หวังว่าจะเห็นเด็กเล่นที่โรงเรียน หรือบนถนน รวมทั้งคนทั่วไปเล่นกีฬาชนิดนี้มากขึ้น ถึงตอนนั้นลูกหนังจีนจึงจะมีความหวัง"
กุนซือคนใหม่ จะได้พบลูกทีมครั้งแรกในเมือง คุนหมิง วันที่ 22 สิงหาคม หรือ 11 วันก่อนเจอ สิงค์โปร์ ซึ่งจะมาเยือนถึงเมืองดังกล่าว แมตช์ที่ 2 ในอีก 4 วันถัดมา เขาจะนำทัพไป จอร์แดน และเดือนตุลาคม จะเปิดบ้านเจอ อิรัก ซึ่งคุมทัพโดย ซิโก้ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล
นอกจาก คามาโช่ กับ วินฟรีด เชเฟอร์ กุนซือชาว เยอรมัน ของทีมชาติ ไทย ตอนนี้หลายประเทศในเอเชียก็นิยมนำเข้าโค้ชมาจากยุโรป โดยเฉพาะชาติที่ยังมีลุ้นเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2014 และนี่คือส่วนหนึ่งที่เรานำมาแนะนำให้ท่านรู้จัก...
อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ (ญี่ปุ่น)
กุนซือชาวอิตาเลียน วัย 58 ปี ผู้เคยคุมสโมสรดังๆในกัลโช่ เซเรีย อา หลายแห่ง ทั้ง อูดิเนเซ่, ลาซิโอ, อินเตอร์ มิลาน, ยูเวนตุส รวมทั้ง เอซี มิลาน ที่เป็นแชมป์อิตาลี ฤดูกาล 199899 มาคุม ญี่ปุ่น ตั้งแต่ 30 สิงหาคม 2010 นัดแรกก็ชนะ อาร์เจนตินา 1-0 ก่อนนำทัพคว้าแชมป์ เอเชียน คัพ 2011
แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด (ซาอุดี อาระเบีย)
อดีตนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ชุดแชมป์ยูโร 1988 วัย 48 ปี เป็นกุนซือทัพ "อัศวินสีส้ม" ช่วงปี 1998-2000 ก่อนไปคุม บาร์เซโลน่า จนได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2006 และ ลา ลีกา สเปน (2005, 2006) มารับงานที่ ซาอุดี อาระเบีย ตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2011 หลังล้มเหลวกับ กาลาตาซาราย
ปีเตอร์ เทย์เลอร์ (บาห์เรน)
อดีตปีกทีมชาติอังกฤษ วัย 58 เป็นโค้ชมาแล้ว 25 ปี เคยคุมทัพ อังกฤษชุดเล็ก (1996-99 กับ 200407) รวม 46 นัด กุมบังเหียนชุดใหญ่หนึ่งเกม เมื่อปี 2000 ไม่เคยคว้าแชมป์รายการสำคัญตลอดชีวิต ล่าสุดเป็นกุนซือ แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ ในลีกทู ก่อนรับงานที่ บาห์เรน ตั้งแต่ 11 กรกฎาคม 2011
โฮลเกอร์ โอซี๊ค (ออสเตรเลีย)
โค้ชด๊อยท์ช วัย 62 ปี มือขวา ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ กุนซือ เยอรมัน ชุดแชมป์โลก 1990 เคยซิวแชมป์ เตอร์กิช คัพ 1997 (โคเคลิสปอร์), โกลด์ คัพ 2000 (แคนาดา), เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2007 (อูราวะ เร้ด ไดม่อนด์ส) คุมทัพออสซี่ตั้งแต่ 11 สิงหาคม 2010 ได้รองแชมป์ เอเชียน คัพ 2011
คาร์ลอส เคยรอซ (อิหร่าน)
อดีตผู้ช่วยโค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วัย 58 ปี เคยพา โปรตุเกส ซิวแชมป์เยาวชนโลก (1989-91) ก่อนคุมชุดใหญ่ (1991-93 กับ 2008-10) เป็นโค้ช สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1999), แอฟริกาใต้ (2000-02), เรอัล มาดริด (2003-04) มาคุม อิหร่าน เมื่อ 4 เมษายน 2011 และชนะ 3 นัดรวดแล้ว
วิลเฮลมุส "วิม" เฮราร์ดุส ไรส์เบอร์เก้น (อินโดนีเซีย)
อดีตกองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ ชุดรองแชมป์โลก 1974 กับ 1978 วัย 59 ผ่านงานโค้ช 25 ปี รวมถึงการคุมสโมสรชิลี และ ซาอุดี อาระเบีย เป็นผู้ช่วยโค้ช ตรินิแดด และ โตเบโก้ ที่เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2006 ก่อนได้คุมทัพช่วงปี 2006-07 มาเป็นโค้ช อินโดนีเซีย ตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2011
ปอล เลอ กูแอ็น (โอมาน)





อดีตมิดฟิลด์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เคยคุมทีมชาติ เลบานอน หนแรกเมื่อปี 2002 จากนั้นไปคุมสโมสร อียิปต์ และ ซาอุดี อาระเบีย พา อิสไมลี่ คว้ารองแชมป์ ซีเอเอฟ แชมเปี้ยนส์ ลีก 2003 ล่าสุดซิวแชมป์ลีก เลบานอน กับ อัล อาเฮ็ด ก่อนรับตำแหน่งกุนซือทีมชาติรอบ 2 ตั้งแต่ 8 สิงหาคม 2011
