คอลัมน์ : ตีท้ายข่าว โดย.. นาร์ซีส์ซัส
เกิดมาเพื่อเป็นแชมป์
29/05/2011 17:47:02 น.


 

เขาคือเด็กชาวซานต์เปดอร์ เมืองใจกลางแคว้นกาตาลุนยา ผู้เริ่มต้นการเป็นนักเตะกับสโมสร บาร์เซโลน่า ก่อนคว้าแชมป์ตลอดอาชีพ 16 ปี รวมกัน 17 รายการ และแจ้งเกิดในฐานะกุนซือกับสโมสรแห่งนี้ ด้วยการซิวแชมป์ไปอีก 11 รายการ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น


วันนี้อาจยังประสบความสำเร็จไม่เท่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่อนาคตก็มีโอกาสเช่นกัน

 

แต่ตอนเริ่มทั้งสองงาน ไม่มีคนเชื่อด้วยซ้ำว่า โจเซป "เป๊ป" กวาร์ดิโอล่า อี ซาล่า จะประสบความสำเร็จถึงขั้นนี้ เพราะสมัยขึ้นมาเล่นให้ชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า ครั้งแรกเมื่อปี 1990 แผงกลางของ "เจ้าบุญทุ่ม" ยุคนั้น เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์อย่าง อันโดนี่ กอยโกเชีย, โฆเซ่ บาเกโร่, กิแยร์โม่ อามอร์, ยูเซบิโอ ซากริสตัน และ ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป แต่ฤดูกาล 1990-91 เด็กน้อยวัย 19 ปีก็มีโอกาสลงสนาม 4 เกม แถมเป็นตัวจริงตั้งแต่แมตช์แรก ซึ่ง กาดิซ มาเยือนวันที่ 16 ธันวาคม 1990 เพราะ อามอร์ ติดโทษแบน แต่เมื่อกุนซือ โยฮัน ครัฟฟ์ เห็นแวว เขาถึงกับเชื่อใจให้ กวาร์ดิโอล่า ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก ลงทำศึก ลา ลีกา ฤดูกาล 1991-92 ถึง 26 เกม และ 11 นัดใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงรอบชิงฯที่พวกเขาชนะ ซามพ์โดเรีย 1-0 หลังต่อเวลา ต่อมาก็ยังมาซิวถ้วย ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ (ชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน) และได้แชมป์ ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า เป็นปีที่ 2 ปีติดต่อกัน


ช่วยให้ บาร์เซโลน่า ได้แชมป์ ลา ลีกา ทุกฤดูกาล ตั้งแต่มาคุมทัพชุดใหญ่

 

หลังจากนั้น กวาร์ดิโอล่า ก็ข่วยให้ทีมชาติ สเปน คว้าเหรียญทองกีฬาฟุตบอล ในโอลิมปิก บาร์เซโลน่า เกมส์ 1992 ด้วยการชนะ โปแลนด์ 3-2 เพื่อนร่วมรุ่นตอนนั้นคือ หลุยส์ เอ็นริเก้, อัลแบร์ต เฟร์แรร์ และ กิโก้ นาร์บาเอซ ก่อนเล่นให้ชุดใหญ่ครั้งแรก เกมเสมอ ไอร์แลนด์เหนือ เจ้าถิ่น 0-0 เมื่อ 14 ตุลาคม 1992 โชคร้ายที่ช่วงเวลาดังกล่าวขุนพล "กระทิงดุ" ยังไม่แข็งแกร่งพอจะคว้าแชมป์ แม้กวาร์ดิโอล่าจะมีส่วนร่วมด้วย 47 แมตช์ ระหว่างปี 1992-2001 ที่ติดทีมชาติน้อย ส่วนหนึ่งเพราะความไม่ลงรอยกับกุนซือ ฆาเบียร์ เคลเมนเต้ และบาดเจ็บบ่อย กวาร์ดิโอล่า เล่นให้ สเปน หนสุดท้ายในเกมอุ่นเครื่องที่ชนะ เม็กซิโก 1-0 เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2001 นอกจากนั้นเขายังเล่นให้ทีม กาตาลุนยา ซึ่งแยกตัวออกมาจาก สเปน อีก 7 นัด ช่วงปี 1995-2005


แม้แต่คนที่เก่งพอๆกันอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ยังต้องยอมรับในฝีมือ

 

แต่กับ บาร์เซโลน่า นั้น กวาร์ดิโอล่า มีโอกาสคว้าแชมป์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ลา ลีกา ได้ถึง 4 ฤดูกาลซ้อน ช่วงปี 1991-94 และกระโดดไปได้อีก 2 สมัยในปี 1998-99 ถ้วย โคปา เดล เรย์ ก็ครอง 2 สมัยซ้อน ช่วงปี 1997-98 ไม่นับว่าได้แชมป์ ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า เพิ่มอีกเมื่อปี 1994 กับ 1996 ส่วนเวทียุโรป "เป๊ป" เป็นแชมป์ 2 รายการ ช่วงปี 1997 (คัพ วินเนอร์ส คัพ (ชนะ ปารีส แซงต์แชร์กแมง 1-0) และ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ (ชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) แต่น่าเสียดายว่าหลังออกจาก บาร์เซโลน่า เขาก็ไม่เคยสัมผัสแชมป์อีกเลย วันที่ 24 มิถุนายน 2001 กวาร์ดิโอล่า เตะแมตช์สั่งลา บาร์เซโลน่า หลังอยู่ด้วยกันนาน 17 ปี ตั้งแต่เป็นเยาวชน คว้าแชมป์ 16 รายการ จากการลงสนาม 479 เกม แม้ออกไปแล้ว เขาก็ยังเป็นต้นแบบซึ่งรุ่นน้องหลายราย อยากตามรอยเท้า ทั้ง อันเดรส อิเนียสต้า, ชาบี เอร์นานเดซ และ เชส ฟาเบรกาส


เรียนรู้การเป็นโค้ชที่ให้โอกาสดาวรุ่งฝีเท้าดี มาจาก โยฮัน ครัฟฟ์

 

หลังออกจากถิ่น คัมป์ นู กวาร์ดิโอล่า เลือกไปทำศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี กับ เบรสชา (2001-02, 2005) และ โรม่า (2002-03) ซึ่งก็เกิดความด่างพล้อยกับกรณีใช้สารกระตุ้น นานโดรโลน จนถูกแบน 4 เดือน แต่สามารถเคลียร์ตัวเองจากข้อกล่าวหานี้ได้ หลังเรื่องผ่านไปถึง 6 ปี เจ้าตัวยังเคยหาประสบการณ์ใหม่ๆในกาตาร์กับสโมสร อัล อาห์ลี (2003-05) ก่อนแขวนสตั๊ดที่เม็กซิโก กับ ดอราโดส เด ซิโนลัว (2005-06) ตลอดอาชีพ เขาได้ข้อเสนอจากอังกฤษหลายหน จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, ท็อตต์แน่ม ฮ็อตสเปอร์, ลิเวอร์พูล, นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด, เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ก็ตอบปฏิเสธไปทุกครั้ง


สะสมถ้วยรางวัลเป็นงานอดิเรกตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะ

 

กลางปี 2007 กวาร์ดิโอล่า รับงานคุมทีมสำรอง บาร์เซโลน่า โดย ติโต้ บียาโนว่า เพื่อนที่เคยเริ่มต้นอาชีพนักเตะมาพร้อมกัน เป็นผู้ช่วย และตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คู่นี้ก็ไม่เคยแยกกันอีกเลย หลัง แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด กุนซือชาวดัตช์ พ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกับ โยฮัน นีสเกนส์ ผู้ช่วยชาติเดียวกัน เมื่อปี 2008 แถมทีมสำรอง บาร์เซโลน่า ซิวแชมป์ดิวิชั่น 4 กวาร์ดิโอล่า กับ บียาโนว่า ก็ได้โอกาสเข้าสานต่องานแทนทั้งคู่ในทัพชุดใหญ่ทันที เพียงปีแรก "เป๊ป" สามารถลบคำปรามาสที่ว่าคงไม่สามารถพา "เจ้าบุญทุ่ม" กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในสเปนคืนจาก เรอัล มาดริด ทำผลงานดีเกินกว่าที่หลายคนคิด ด้วยการคว้า 6 แชมป์ (ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์, ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ) เป็นสโมสรแรก ที่กวาดแชมป์ลีกสเปน, โกปา เดล เรย์ รวมถึงถ้วยฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลเดียวกัน แม้ก่อนหน้านั้นพวกเขาปล่อยดาราดังอย่าง โรนัลดินโญ่, จิอันลูก้า ซามบร็อตต้า, ลิลิยอง ตูราม, เอ็ดมิลสัน และ เดโก้ ออกไปพร้อมกัน โดย กวาร์ดิโอล่า เลือกปั้นดาวรุ่งอย่าง เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, เปโดร โรดริเกซ และ เจฟเฟรน ซัวเรซ ขึ้นมาแทน แถมดึง เคราร์ด ปีเก้ กลับมาจาก แมนฯยูไนเต็ด

 

นอกจากทำให้ บาร์เซโลน่า กลับมาคว้าแชมป์ลีกหนแรกนับตั้งแต่ปี 2006 และครองต่อเนื่อง 3 ฤดูกาลซ้อน คว้าแชมป์สโมสรยุโรปใบใหญ่ที่สุด 2 ครั้งใน 3 ปี ทั้งๆสโมสรเคยได้แค่ 2 สมัย ห่างกัน 14 ปี ครองแชมป์ โกปา เดล เรย์ หนแรกในรอบ 11 ปี ซิว ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า 2 ปีติดต่อกัน ครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ได้แชมป์สโมสรโลกสมัยแรก และสร้างสถิติเป็นกุนซืออายุน้อยสุดที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กวาร์ดิโอล่า ยังทำให้ต้นสังกัดไม่แพ้ เรอัล มาดริด คู่ปรับตลอดกาล ตั้งแต่เข้ามาคุมทัพ และเป็นกุนซือ "เจ้าบุญทุ่ม" คนแรก ที่ชนะ "ราชันชุดขาว" 5 เกมรวด แม้เสียดาราดังออกไปอีก ทั้ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ซามูเอล เอโต้, อเล็กซานเดอร์ เคล็บ, เธียร์รี่ อองรี, ยาย่า ตูเร่ และ มาร์ติน คาเซเรส ผลงานก็ไม่ตกลงเลย จนตอนนี้เขาเป็นแชมป์กับทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า 10 รายการ มากเป็นอันดับ 2 รองจาก ครัฟฟ์ ซึ่งทำไว้ 11 รายการ คนเดียวเท่านั้น

 

กวาร์ดิโอล่า ทำให้ บาร์เซโลน่า ที่เคยไร้กฏระเบียบ นักเตะขัดแย้งกันเอง และมีปัญหากับโค้ช กลับมามีวินัย เน้นเกมรุกเหมือนเดิม แต่รัดกุมยิ่งขึ้น เพราะให้ความสำคัญชองการจ่ายบอลตามช่อง เคลื่อนที่เป็นแผง โดยแบ๊กต้องขึ้นมาช่วยบุกในบางครั้ง ไม่มีการเปิดบอลโฉ่งฉ่าง หรือฝากความหวังไว้กับนักเตะคนใดคนหนึ่ง เหมือนสมัย โรนัลดินโญ่ เป็นจอมทัพเพียงลำพัง แต่เน้นทีมเวิร์ค ลิโอเนล เมสซี่ อาจเป็นสตาร์เด่น แต่เปอร์เซนต์การครองบอลไม่ได้สูงกว่า อิเนียสต้า หรือ ชาบี มากมาย นักเตะดาวรุ่งสามารถมีบทบาทกับทีมพอๆกับตัวเก๋า ไม่มีใครคิดว่า ยาย่า ตูเร่ หรือ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เป็นกองหลังตัวกลางได้ แต่ กวาร์ดิโอล่า ก็กล้าให้เล่น แท็กติกทั้งหมดนี้ เกิดจากการเรียนรู้จากโค้ชผู้เป็นต้นแบบของเขา อย่าง ครัฟฟ์, หลุยส์ ฟาน กัล กับ ฆวน มานูเอล ลิโย่ ซึ่งเคยร่วมงานกันตั้งแต่สมัย กวาร์ดิโอล่า ยังค้าแข้งอยู่ทั้งสิ้น


ลิโอเนล เมสซี่ ลูกศิษย์คนสำคัญ ก็เป็นเด็กปั้นของทีม แบบเดียวกับเขา

 

ตัวอย่างล่าสุดของการเป็นโค้ชผู้เน้นความสำคัญกับทุกคนในทีม มีจิตวิทยาที่ดี ไม่ใช่แค่สั่งการตามอารมณ์ตัวเอง คือการให้เกียรติ เอริก เอบิดัล กองหลังชาวฝรั่งเศส ซึ่งต่อสู้จนสามารถฟื้นตัวจากการผ่าตัดเนื้องอกบริเวณตับ กลับมาลงสนามได้อย่างรวดเร็วเกินคาด เป็นคนชูถ้วยแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รายสุดท้าย หรือการส่ง การ์เลส ปูโยล ลงสนามช่วงใกล้จบเกม แม้ร่างกายจะไม่เต็มร้อย เพื่อให้กัปตันทีมรายนี้ มีโอกาสสัมผัสเกมสำคัญอีกครั้ง

 

...เพราะการให้เกียรติ และความสำคัญกับทุกคน ก็คือคุณสมบัติหนึ่งของผู้ชนะอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำทุกทางเพื่อเป็นฝ่ายมีชัยในสนามแข่งเท่านั้น

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : นาร์ซีส์ซัส

จำนวนเรื่อง : 340
All post : 655
All view : 2,148,974
คอลัมน์ ตีท้ายข่าว
ถึงเวลาอำลา เชคิล โอนีล
นาร์ซีส์ซัส
ถึงเวลาอำลา เชคิล โอนีล

View : Post : 0
ยินดีต้อนรับ สวอนซี ซิตี้
นาร์ซีส์ซัส
ยินดีต้อนรับ สวอนซี ซิตี้

View : 2,374 Post : 0
วันอำลา เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์
นาร์ซีส์ซัส
วันอำลา เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์

View : 5,736 Post : 7
ปรากฏการณ์นอยเออร์
นาร์ซีส์ซัส
ปรากฏการณ์นอยเออร์

View : 5,297 Post : 4

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263