คอลัมน์ : ขับก่อนเขียน โดย.. Ktatong4
VIGO 2.5VN Turbo สัมผัสทะเลหมอกยอด “เขากระโจม”
26/01/2011 15:18:04 น.


     การได้ไปสัมผัสไอเย็น จากอากาศบริสุทธิ์ ในช่วงลมหนาวมาเยือนเช่นนี้ เป็นความฝันของชาวเมืองที่อยากได้ใช้เวลาวันหยุดท่องเที่ยวดูสักครั้ง เมื่อได้รับคำชวนจากโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย ให้ร่วมในคาราวานทดสอบกระบะ ไฮลักซ์ วีโก้ เครื่องยนต์ใหม่ 2.5 VN Turboใหม่ เพื่อมุ่งหน้าสู่ยอดของ “เขากระโจม” จังหวัดราชบุรี เพื่อทดสอบสมรรถนะของรถอีกรอบ เราจึงไม่พลาดโอกาสงามๆเช่นนี้เด็ดขาด



        สื่อมวลชนเกือบ 20 ชีวิตก็พร้อมกันที่สำนักงานใหญ่ โตโยต้า สำโรง คุณกิจ มหาจุนทการ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ แจ้งวัตถุประสงค์การทดสอบครั้งนี้ว่ารถที่ใช้เป็น VIGO Preruner 2 รุ่นคือ Smart Cab 4WD ราคา 706,000 บาท กับ Double Cab 4WD ราคา 781,000 บาท ด้วยเครื่องยนต์ ของรุ่น 2 KD VN Turbo  2500 c.c. ดีเซลคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น 16 วาล์ว เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์  ให้แรงม้าสูงสุดถึง 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม ถึง 20% โดยมีแรงบิดถึง 343 นิวตันเมตรเริ่มมาให้เห็นตั้งแต่รอบต่ำเพียง 1,600 รอบจนถึง 2,800 รอบต่อนาที แต่มีค่าไอเสียน้อยลง จนผ่านมาตรฐานยูโร 3 เรียบร้อยแล้ว เป็นรถที่ไปได้ทุกที่บนโลกที่มีถนนให้วิ้ง แต่สถานทีเราจะไปนั้น บางช่วง “ไม่มีถนน” แต่ต้องลุยโคลนและลุยน้ำด้วย และรถที่นำไปนั้น เป็นรถมาตรฐานโรงงาน ยางเรเดี้ยลธรรมดาใช้วิ่งบนถนนไม่ได้ใส่ยางแบบลุยโคลนหรือ ยาง mutterain ที่มีดอกยางใหญ่พิเศษ ดังนั้น มีโอกาสติดหล่มบ้างหากจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ




บรรดาสื่อมวลชนพร้อมออกเดินทางจากสำนักงานใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ มีคุกณกิจ มหาจุนทการ ผอ. สำนักงานประชาสัมพันธ์ (ยืนกลาง) มาส่งพร้อมเอาใจช่วยให้แคล้วคลาดกันทุกคน



        งานนี้ คุณปรีชา โพธิ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์แจ้งเพิ่มถึงการจัดรูปแบบขบวนทดสอบว่า จะมีทั้งสิ้น 11 คัน เริ่มต้นด้วยรถนำ เป็นรถ VIGO Smart Cab นำไปดัดแปลงด้วยการยกให้สูงกว่าเดิม 4 นิ้ว ติดตั้งเหล็กกันโครงเพิ่มทั้งด้านข้างและหลังคา ใส่ยางใหญ่เพื่อการลุยโคลน, ติดตั้งรอกไฟฟ้าหรือ วินซ์ ไว้หน้ารถ พร้อมเปลี่นนช่องอากาศเข้าด้วยการเดินท่อหายใจไว้เหนือฝากระโปรงหรือ สน็อกเกิ้ล เอาไว้เรียบร้อย สาเหตุที่ต้องเอาคันนี้นำไปก่อนเพื่อจะได้เป็นเสมือนพี่เลี้ยง หากคันที่ตามมาติดหล่ม ก็จะใช้คันนี้ เป็นแม่แรงดึงรถที่ติดหล่มขึ้นไป


        จากนั้นจึงเป็นรถ 4 ประตู 4 คัน ต่อด้วย Toyota Fortuner ยกสูง 1 ยันทำหน้าที่เป็นรถสเบียงและ รถวิทยุคอยแจ้งเส้นทางและควบคุมขบวน จากนั้นจึงตามด้วย รถ Double Cab อีก 4 คัน แล้วจึงปิดท้ายขบวนด้วย รถ Service ที่จะเก็บอุปกรณ์บางอย่างและยางสำรองเอาไว้ เพื่อปิดท้ายขบวน



ขบวนขับต่อแถวกันแบบสบายๆบนถนน 3208



        เริ่มต้นการเดินทางจากสำนักงานโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย ขบวนใช้ถนนกาญจนาภิเษก หรือวงแหวนรอบนอกด้านทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่ถนนพระราม 2 แล้วซัดกันเต็มเหนี่ยว ดูพลังของเครื่องยนต์ขนาด 144 แรงม้ากันซักนิด การขับรูปแบบนี้ เป็นการซัดกันแบบต่อให้รถนำวิ่งไปก่อนเลยประมาณ 5 นาทีครับ เพราะรถนำที่เราอาศัยเป็นแม่แรงนั้นแต่งองค์มาพร้อมทั้งยางใหญ่ ทั้งบรรทุกของเพียบ ไม่มีทางวิ่งได้เร็วกกว่าพวกเราแน่นอน จากนั้นก็เป็นรถช่างภาพ วิ่งล่วงหน้าไปรอหาจุดเหมาะๆเอาไว้ได้เลย เช่น บนสะพานลอย หรือ ตรงทางโค้งที่จะเห็นภาพได้ชัดๆ เพราะหาก ให้รถช่างภาพวิ่งไล่ตามถ่ายภาพนั้น บอกได้เลยว่ายากครับ เพราะขณะรถที่วิงความเร็วเกิน 140 ไปแล้ว การจะยืนโต้ลมเพื่อถ่ายภาพรถนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ทีเดียวทุกอย่างจะสั่นจนจับภาพไม่ได้ทีเดียว หลังขบวนรถนำและช่างภาพไปแล้วคราวนี้สื่อมวลชนที่ผ่านการอบรมขับขี่ปลอดภัยและหลักสูตรการควบคุมรถขณะใช้ความเร็วสูมาแล้ว ก็ทดลองอัตราเร่งและการทรงตัว ระบบช่วงล่างกันเต็มที่ ความเร็วที่ใช้ในการเดินทางแบบนี้ มีบางช่วงขึ้นไปถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจึงพบว่าเกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น การทรงตัวยอดเยี่ยม ไม่รู้สึกโคลงเคลงให้กังวลแม้แต่น้อย


        เปรียบเทียบกับกระบะบางรุ่นที่เราเคยได้ทดลองขับมาเมื่อทำความเร็วถึง 150 กิโลเมตรเช่นนี้การเกาะถนนยังดีอยู่แต่การทรงตัวจะเริ่มแย่ จะได้ความรู้สึกของการโยกเยกไปมาเล็กน้อยให้เสียวกันแล้ว แต่สำหรับวีโก้รุ่นนี้ไม่มีปัญหานี้ เรียกได้ว่าเป็นการขับที่สนุก แม้จะเร็วเกินกว่า 150 กิโลเมตรไปแล้วแต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจว่า เราสามารถควบคุมทุกอย่างได้ภายใต้สองมือที่กุมพวงมาลัยและสองเท้าที่วางไว้บนคันเร่งกับเบรก



ดูพลังช่วงขับขึ้นเนินวีโก้เครื่องเทอร์โบทำได้สบาย



        จากแยกวังมะนาวเราชิดขวาขึ้นสะพานข้ามแยกต้ว Y ไปด้านขวาขวามุ่งหน้าสู่ จ.ราชบุรี ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ขบวนรถก็ได้รับสัญญาณวิทยุแจ้งให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 3208 สู่ อ.สวนผึ้ง


        สำหรับสัญญาณวิทยุหรือ ว.แดง ที่เราใช้กันนั้น  เป็นสัญญาณวิทยุแบบทั่วไป ใช้สื่อสารแบบไม่ฟุ่มเฟือย ใช้เฉพาะจำเป็นจริงๆ หากอยู่บนซูเปอร์ไฮเวย์ หรือบนทางหลวงแบบ 4 ช่องจราจรไม่มีรถสวนกันก็แทบไม่ต้องใช้ ยกเว้นถ้าต้องขับทางไกลก็จะหยิบมาแซวคนโน้นที คนนั้นที แก้ง่วง สร้างบรรยากาศให้ครื้นเครงขึ้น แต่ถ้าจะใช้งานจริงๆ และใช้อย่างซีเรียส ก็คือจังหวะที่เจเส้นทางคับขันเช่น ถนนลูกรัง ที่ฝุ่นคลุ้งแถมมีรถสวนด้วย การขับต่อกันเป็นคาราวานเช่นนี้ บางครั้ง เราไม่เห็นท้ายคันหน้า เห็นแค่รอยฝุ่นเท่านั้น และถ้ายิ่งวิ่วเร็ว ฝุ่นมันจะฟุ้งคละคลุ้งคลุมถนนทั้งเส้น ไม่เห็นว่ามีรถวิ่งอยู่ด้านหน้าหรือมีรถสวนมาหรือไม่ เป็นหน้าที่ขอบรถหั้วขบวนหรือ รถ 01 จะต้องแจ้งมา โดยมักจะใช้คำอธิบายง่ายๆเช่น "01 ผ่านรถบรรทุกส้ม ครับข้างหลังระวังด้วย"



เส้นทางขึ้นเขาบางช่วงโดนน้ำเซาะจนเป็นรูต้องขับด้วยความระมัดระวัง



        เมื่อมีเสียงแบบนี้ทำให้เราที่ขับตามอยู่ก็จะทราบว่า มีรถบรรทุกซึ่งเป็นรถใหญ่ และสีส้ม นะครับไม่ใช่บรรทุกผลไม้เป็นส้ม กำลังสวนมา หากเราจะแซงรถช้ากว่าต้องระวังจะไปบวกกับรถบรรทุกสีส้มได้ หากจะแซงก็ต้องระให้รถบรรทุกสีส้มมันสวนเราผ่านไปเสียก่อนครับ ซึ่งบางครั้ง เช่นที่เราขับรถไปคาราวานทิเบตนั้น เจอรถสวนยาวเป็นกิโล ก็ต้องขับตามกันไปไม่มีโอกาสแซงได้เลยก็มีแต่เพื่อความปลอดภัย เราก็ต้องอาศัยฟังเสียงของวิทยุสื่อสารนี่แหละครับ ดีกว่าเสี่ยงแซงออกไปทั้งที่มองไม่เห็นระยะไกลๆ อาจอันตรายได้ บนนหมายเลข 3208 มุ่งหน้าสู่ อ.สวนผึ้งแห่งนี้ เป็นเส้นทางที่นักข่าวสายยานยนต์ค่อนข้างคุ้นเคย เพราะมักจะใช้เป็นเส้นทางทดสอบสมรรถนะของรถ เนื่องจากเป็นถนนดำ หรือถนน ลาดยางแอดฟรานซ์ เรียบสนิท และมีโค้งใหญ่ๆ ยาวๆ ที่ทำความเร็วในโค้งได้เต็มที่ให้ทดสอบช่วงล่างของรถหลายจังหวะ จึงมักใช้เป็นเส้นทางทดสอบรถที่คุ้นเคย ตลอดสองข้างทางสู่ อ.สวนผึ้งของถนนเส้นนี้มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะเมื่อแยกเข้าทางซ้ายสู่ทางหลวงหมายเลข 3206 ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ทเอกชนที่มีกิจการด้านเกษตร ให้ชมทั้งไร้องุ่น, ฟาร์มเลี้ยงวัวนม, หรือแม้กระทั่ง ฟาร์มผึ้ง บ่อน้ำพุ่ร้อนที่อยู่ใกล้ อ่างเก็บน้ำโป่งกระทิง, ฟาร์มตัวอย่างบ้านบ่อหวี, แก่งตะเคียนทอง หรือจะเป็นสวนป่าสิริกิตต์ (แก่งส้มแมว), น้ำตกผาชนแดน กับ ธานน้ำร้อนบ่อคลึง ที่อยู่ในเขต วนอุทยานธรรมชาติวิทยา ล้วนกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก แต่แหล่งท่องเที่ยวที่เราแวะไปคือ “โป่งยุบ”ซึ่งอยู่บนถนนสาย 3208


        โป่งยุบ  คือสภาพผิวดินที่เกิดการยุบตัวจากการกัดเซาะของน้ำ จนมีสภาพเป็นหุบเหวขนาดเล็กสูงประมาณไม่เกิน 2 เมตร เกิดขึ้นมาแล้วนับร้อยปี แม้จะไม่ใหญ่โตอย่าง แพะเมืองผี ของจ. แพร่ แต่ความแปลกตาก็ทำให้ชาวคณะเพลิดเพลินไม่น้อย  ที่สำคัญ ใครลองขับรถด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องกันมาสักชั่วโมงดูครับ การได้แวะพักชมอะไรสักอย่างจะทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นมากทีเดียว



อากาศร้อนๆ ก็ต้องเล่นน้ำกันให้สะใจเสียหน่อย



        จากโป่งยุบเดินทางอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ผ่านตลาดและที่ว่าการอำเภอสวนผึ้ง ถนนยังคงเป็นทางหลวงระดับ B หรือทาง 2 เลนรถวิ่งสวนกันแต่ไม่มีทางคดเคี้ยว โค้งก็เป็นแบบโค้งใหญ่ ที่เดินทางได้อย่างสบาย กระทั่งผ่านโรงเรียนสินแร่ฯ แล้ว จุดพักแรม “เขากระโจม โฮมสเตย์จึงอยู่ซ้ายมือ เมื่อนำสัมภาระเก็บเข้าที่พักเรียบร้อย ขบวนจึงมุ่งหน้าขึ้นเขากระโจม ซึ่งเป็นเส้นทางแบบ "ไม่มีถนน"  ช่วงนี้รถทุกคันต้องหันมาใช้เกียร์ขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ค่อยๆคลานต้วมเตี้ยมกันขึ้นไป บางช่วงของทางต้องวิ่งผ่านลำธาร ต้องลุยน้ำสูง 70 เซนติเมตร แต่รถทุกคันก็ผ่านไปได้อย่างสบาย ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงด้วยการขับขี่แบบ ออฟโร้ดเล็กน้อย รถทุกคันก็มาถึงเนินสุดท้ายที่ชื่อ “เนิน 1000”  อันเป็นเนินสูงชัน เกือบ 40 องศา ที่รถต้องใช้พลังในการขับเคลื่อนเพื่อฉุดตัวเองขึ้นไปให้ได้ หากเป็นช่วงฝนตกถนนลื่นไถลแล้ว มีรถหลายยี่ห้อหลายรุ่นพยายามได้พยายามมาแล้วแต่ก็ไม่สามารถพ้นเนินสุดท้ายหรือ “เนิน1,000” แห่งนี้ขึ้นไปสัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ของยอดเขาไปได้


        สำหรับการขับขี่ในช่วงขึ้นเนินสุดท้ายหรือ เนิน 1000 นั้น วิธีที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้กันคือ เร่งความเร็วให้เต็มที่แล้ว อาศัยความเร็วของรถเพื่อไต่ขึ้นไปให้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิธีดังกล่าว เป็นวิธีที่ผิดและอันตรายเป็นอย่างยิ่งครับ การขับรถขึ้นเนินชันที่ปลอดภัยที่สุดคือ แตะคันเร่งเพียบเล็กน้อยเท่านั้น โดยเราต้องทราบว่าแรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์เริ่มต้นทำงานที่รอบเท่าไหร่ ดังเช่นรถที่เรานำมานั้น แรงบิดสูงสุดเริ่มต้นที่รอบเครื่องยนต์ราวๆ 1600 รอบเท่านั้น เราก็แค่เปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำเป็นเกียร์ 2 แล้วเหยียบคันเร่งให้รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 1800 รอบขึ้นไปไม่เกิน 2500 รอบ พลังที่เกิดจากเครื่องยนต์ จะค่อยยกตัวรถขึ้นไปแบบเนิบๆ แต่แน่นอนครับ ไต่เนินไปได้เรื่อยๆไม่ต้องกลัวว่ารถจะลื่นไถล เพราะล้อจะเป็นตัวยึดเกาะพื้นดินเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หากเจอเนินที่ชันขึ้นอีกก็เปลี่ยนเป็นเกียร์ 1 แล้วเหยียบคันเร่งคุมให้รอบเครื่องยนไม่เกิน 2500 รอบเอาไว้รับรองว่า ไปได้ทุกเนินครับ..ข้อสำคัญของการขับแบบนี้คืออย่างหยุดกลางทางดังนั้นก่อนจะขึ้นเนิน ก็ต้องดูจนแน่ใจว่า ระหว่างจุดเริ่มต้นของท่านจนถึงจุดสูงสุดของเนินนั้นไม่มีรถคันอื่นจอดขวางทางอยู่ หรือยังขับอยู่แต่ไปไม่ถึงยอดเนิน....โปรดใจเย็นรอให้รถคันหน้า ไปให้พ้นยอดเนินเสียก่อนครับ ท่านจึงเริ่มต้นเดินหน้าไปแบบเนิบๆ ช้าๆ แต่ชัวร์ให้ถึงยอดเนินหาจุดจอดรถที่ปลอดภัยเสียก่อนแล้วค่อยลงมาให้สัญญาณแจ้งรถคันที่ตามมาให้ขึ้นเนินต่อไปได้...ด้วยวิธีนี้ จะทำให้ทุกคนสามารถเอาชนะเนินที่สูงชันได้อย่างปลอดภัยครับ



ทางขึ้นเขากระโจมต้องผ่านน้ำตกผาแดง ซึ่งปริมาณน้ำจากยอดเขาทำให้เกิดน้ำป่าท่วมทางสูงประมาณ 70 เซนติเมตร ขบวนของ โตโยต้า 2 KD VN Turbo ดีเซลคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ผ่านสบายทุกคัน



        สำหรับ เครื่องยนต์ ของรุ่น 2 KD VN Turbo  2500 c.c. ดีเซลคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น 16 วาล์ว เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ ที่ปล่อยม้ามาถึง 144 ตัวนั้นแต่แตะคันเร่งให้รอบเครื่องยนต์อยู่ไม่เกิน 2,800 รอบซึ่งเป็นช่วงที่ ทอร์กหรือแรงบิดทำงานสูงสุด รถก็ไต่เนินขึ้นไปจอดโชว์ตัวบนยอดเขาได้อย่างสบายๆครบถ้วนทุกคันชนิดที่เรียกได้ว่าเบามือจริงๆ


        ตอนขาขึ้นเนินด้วยความที่ต้องขับขี่แบบระวังและดูหลุม ดูเนินตามถนนตลอดทางที่ขึ้นมาทำให้เรา ไม่มีโอกาสที่จะสังเกตุดูป่าสองข้างทางว่ายังคงเขียวขจีอุดมสมบูรณ์อย่างมาก แม้จะเป็นเวลาบ่าย 3 แล้วแต่ไอเย็นจากหมอกที่ลอยไปมาแถวยอดเขายังคงไหลมาปะทะใบหน้าสร้างความสุขสดชื่นอย่างต่อเนื่อง บนยอดเขาแห่งนี้เป็นฐานปฏิบัติการของตำรวจตระเวณชายแดนที่รักษาผืนแผนดินของไทยเอาไว้ เพิ่งที่พักแบบง่ายๆ เป็นบังเกอร์ปูนขุดลงไปในเนินดิน มุงสังกะสีพรางด้วยสีเขียวและ มีกระสอบทรายทับอีกชั้นเพื่อป้องกันกระสุนหากมีการโจมตีเกินขึ้น เนื่องจากยอดเขาส่วนนี้ใช้เป็นเขตรอยต่อของไทยกับพม่าด้วย ยืนยันได้จากป้ายไม้ผุกร่อนที่ระบุไว้ชัดเจนว่า “สุดเขตประเทศไทย ภาคตะวันตก”



สื่อมวลชนถ่ายภาพ ที่ยอดเขากระโจม สุดชายแดนไทยภาคตะวันตก



        ใครที่ไม่เคยขึ้นเขากระโจมนั้น บอกได้เลยครับว่าดิแดนตะวันตกของไทยนั้นยังสมบูรณ์อยู่มาก ยิ่งเมื่อมองไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มองเห็นยอดเขาสลับซับซ้อนกันไปมานับสินเขา เจ้าหน้าที่ตชด.เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้เช้าๆมีทะเลหมอกให้เห็นทุกวันโดยเฉพาะฝั่งประเทศเพื่อนบ้านนั้น ยามพระอาทิตย์ขึ้น แสงจะส่องทะลุทะเลหมอกขึ้นมา นับเป็นภาพแห่งความประทับใจที่หาไม่ได้จากที่ไหนทั้งสิ้น ยิ่งช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ทะเลหมอกจะปลกคลุมพื้นที่จนแทบมองไม่เห็นทางเดิน นับเป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยของคนส่วนใหญ่ ต่อให้เหนื่อยกับการขับออฟโร้ดแค่ไหนเมื่อขึ้นมายืนอยู่บนยอดเขาได้ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เกินคุ้มจริงๆ



        Ktatong4@yahoo.com





อำลาแสงสุดท้ายของวันด้วย คาราโอเกะแบบเล็กๆ โดยมีคุณปรีชา โพธิ แม่งานจากโตโยต้า
โชว์พลังเสียงไล่ไข้ป่า




        ข้อมูลเขากระโจม..........



        เขากระโจม ตั้งอยู่ชายแดนไทย – พม่า ด้านอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี มีเทือกเขาตระนาวศรี กั้นพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศ ในอดีต พื้นที่นี้มีความเสี่ยง เนื่องจากมีชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยว สามารถท่องเที่ยวได้ เส้นทางใช้เส้นทางเดียวกับทางไป บ่อน้ำร้อนบ่อคลึง น้ำตกเก้าชั้น ได้ อุณหภูมิหนาวเย็นทั้งปี



        เขากระโจม ในแนวสุดเขตประเทศไทย ภาคตะวันตก ที่มีบางคนเรียกว่า เขาช่องกระโจม นั้น คนพื้นที่เล่าให้ฟังว่า ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยในผืนแผ่นดินบริเวณนี้มาก่อนเรียกชื่อว่า เขาลันดา ซึ่งหมายถึง ภูเขาที่มีที่ราบ คนไทยรุ่นที่ไปทำเหมืองแร่ดีบุกที่นั่นย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน เห็นรูปลักษณะของเขาว่าคล้ายกระโจมอินเดียนแดง ก็เลยเปลี่ยนชื่อให้เป็น เขากระโจม


        การขึ้นเขากระโจม เพื่อสัมผัสกับแสงแรกของวัน และทะเลหมอกบนยอดเขา ต้องนั่งรถขับเคลื่อน 4 ล้อขึ้น ก็เนื่องจากว่าเว้นทางขึ้นเขากระโจมนั้นสูงชันและสมบุกสมบันเอาเรื่อง แต่ทิวทัศน์สวยงามมาก โดยเฉพาะช่วงที่เป็นถนนลูกรังนี่ เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง แถมบางช่วงยังต้องลุยน้ำที่สูงถึงครึ่งคันรถ


        การเดินทางจากกรุงเทพ ใช้ถนนพระราม 2 มุ่งหน้า แยกวังมะนาวจากนั้นเลี้ยวขวา สู่จ.ราชบุรี โดยสามารถเลือกเดินทางสู่เขากระโจมได้หลายช่องทาง เส้นทางที่แนะนำคือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3206 และ 3208 ซึ่งที้งสองเส้นจะวิ่งขนานกันก่อนจะไปบรรจบกันหลังผ่านอ.สวนผึ้นไปแล้วเส้นทางเป็นทางหลวงระดับ B 2 ช่องจราจรลาดยางมะตอยมีเส้นจราจรตลอดเส้นทางแต่ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ส่วนเส้นทางขึ้นสู่เขากระโจม ต้องขับขึ้นภูเขาสูง ด้วยทางลูกรังระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ทางลาดชันและลื่นโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ดินจะเละเป็นโคลนต้องใช้รถขับเคลื่อนแบบ 4X4 ยังขึ้นได้ยากลำบากต้องอาศัยการขับขี่ที่ชำนาญ และอุปกรณ์เสริม ป้องกันการลื่นไถล จึงสามารถขึ้นสู่ยอดเขาได้ สามารถกางเต็นท์พักแรมได้ แต่ไม่มีร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงไม่มีไฟฟ้าใช้บนยอดเขากระโจม





แผนที่ "เขากระโจม"

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : Ktatong4

จำนวนเรื่อง : 2
All post : 3
All view : 49,732
คอลัมน์ ขับก่อนเขียน

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263